Omni-Block-Machined_03

เหตุผลที่เราต้องเลือกผู้ผลิตที่วางใจได้ในคุณภาพ และมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล เพราะการออกแบบรอกกู้ภัยสำหรับเรานั่น คือชีวิตของผู้ใช้ ที่แขวนไว้บนความแข็งแรงและคุณภาพของรอกตัวนั่นๆ รอกทุกตัวถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ รับแรงดึงของวัตถุสิ่งของ ทนแรงรั้งของเชือก และแรงจากการดึงในทิศทางขึ้นและลง ทั้งน้ำหนักตัวบุคคล ไปจนถึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบเชือกกู้ภัยในการทำงานช่วยชีวิต เช่น การนำรอกไปใช้ทำระบบเชือก เพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บจากจุดเกิดเหตุ ซึ่ง Rock Exotica เน้นคุณภาพตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุในการผลิต เราเลือกวิธีที่จะทำให้รอกคงความแข็งแกร่งสูงสุด โดยการตัดและเจียก้อนอลูมิเนียมหรือแสตนเลสทั้งแท่ง (Machined) ให้ได้ตามขนาดและองศาที่กำหนด ทำให้แกนกลางของรอก Rock Exotica เป็นชิ้นเดียวกัน ซึ่งแกนกลางรอกนี่เอง เป็นหัวใจของความแข็งแรงและจุดรับน้ำหนักของรอก เมื่อทิ้งส่วนที่ตัดออกไปแล้ว ก็จะได้ความแกร่งของชิ้นงาน ดังนั้นรอกของ Rock Exotica จึงแข็งแรงทนทานและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า รอกที่นำอลูมิเนียมหรือแสตนเลสมาหลอมละลาย หรือปั้มขึ้นรูปด้วยแรงอัด (Hot Forged) และรอกเหล่านั้น มักจะใช้สลักหรือหมุดเป็นจุดรับน้ำหนัก ซึ่งหากสลักดังกล่าวเกิดงอหรือบิดตัว รอกที่คุณใช้อยู่จะชำรุดเสียหายทันที

Omni-Block-Machined_02
ระบบลูกปืนของล้อรอก เป็นสิ่งที่ยากต่อการสังเกตุสำหรับผู้ใช้งาน หากผู้ผลิตเลือกใช้ลูกปืนแบบพลาสติก ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกหักสูง เมื่อเกิดแรงกระแทกภายในจนลูกปืนแตก รอกจะชำรุดหรือเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ทันทีอีกเช่นกัน เราจึงเลือกใช้แต่ระบบลูกปืนชนิดแรงเสียดทานต่ำ Sealed Ball bearing ผลิตด้วยโลหะคุณภาพสูง ลูกปืนภายในล้อรอกจึงทนและไม่แตกหัก ช่วยลดแรงเสียดทาน ระหว่างหน้าสัมผัสภายในของแหวนที่แกนล้อ ช่วยให้การกระจายน้ำหนักขณะใช้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในรอก Rock Exotica รุ่น Omni-Block Pulleys ของเรา เมื่อก้อนอลูมิเนียมถูกตัดให้เป็นแกนกลางของรอกแล้ว เราเลือกติดตั้งลูกหมุน (Swivel) ให้เป็นจุดยึดส่วนบนของรอก เพื่อให้เชือกหมุนตัวได้อย่างอิสระ ป้องกันเชือกพันเกลียวและเกิดแรงบิดไปยังจุดยึดในระหว่างใช้งาน จากนั้นจึงติดตั้งแผ่นข้างรอกและปุ่มกด เพื่อให้เปิดแผ่นด้านข้างรอกได้ทันที โดยไม่ต้องถอดรอกออกจากคาราบิเนอร์ในขณะใช้งาน และเสริมด้วยสลักส่วนแกนกลางอีกชั้น เพื่อล็อคทุกชิ้นส่วนเข้าหากัน ขั้นตอนสุดท้ายจึงนำรอกไปทดสอบ ตามมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อระบุ การรับแรงและรายละเอียดต่างๆ ลงบนตัวรอกก่อนออกวางจำหน่าย

ในการเลือกรอกเพื่อใช้งาน คุณควรทราบว่ารอกแต่ละตัวนั่น มีความแตกต่างกันอย่างไร

  1. ขนาด ซึ่งการวัดขนาดของรอก ทำโดยวัดที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อรอก
  2. อัตราการรับน้ำหนัก – รอกใช้ส่วนบุคคล หรือรอกใช้ในงานกู้ภัย จะรับน้ำหนักได้ต่างกัน
  3. วัสดุที่ใช้ทำแผ่นข้างรอก – อลูมิเนียม หรือ แสตนเลส
  4. วัสดุที่ใช้ทำล้อรอก – อลูมิเนียม หรือ แสตนเลส
  5. รูปทรงของฐานรอก – รอกฐานมน หรือรอกฐานเรียบ ซึ่งรอกฐานเรียบสามารถใช้งานร่วมกับเชือกพรูสิค เพื่อคอยจับเชือกด้านที่แขวนน้ำหนักไว้ ไม่ให้น้ำหนักตกกระแทก หากเกิดแรงกระชาก
  6. การเปิดรอก – เปิดด้วยการบิดแผ่นข้างรอกเอง หรือเปิดด้วยการกดปุ่มเปิดแผ่นข้าง

ก่อนการเลือกซื้อรอกทุกครั้ง ควรพิจารณาถึงปัจจัยเหล่านี้

Rock-Exotica-pulleys-Evolution

  1. ประเภทการนำไปใช้งาน – ยกหรือผ่อนสิ่งของ, เคลื่อนย้ายและลำเลียงอุปกรณ์, ยกบุคคล, ดึงรั้งให้เกิดความตึง, ส่งของข้ามน้ำ, รอกข้ามระหว่างเรือ ฯลฯ เพื่อดูว่าจะเลือกใช้รอกชนิดไหนที่เหมาะสมกับงานมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรอกเดี่ยวหรือรอกคู่ รอกอลูมิเนียมหรือแสตนเลส ใช้งานทางน้ำหรือใกล้ทะเล ล้วนแต่เป็นเหตุผลในการเลือกรอกที่แตกต่างกัน
  2. ใช้งานรอกร่วมกับ เชือกหรือสายเคเบิล – ส่งผลถึงการเลือกวัสดุที่ใช้ทำล้อรอก หากนำรอกไปใช้งานร่วมกับเชือก ส่วนมากมักจะใช้ล่อรอกอลูมิเนียม สำหรับรอกที่ใช้งานร่วมกับสายเคเบิล ควรใช้ล้อรอกแสตนเลส ซึ่งทนทานต่อการสึกหรอได้มากกว่า
  3. ขนาดเชือกหรือสายเคเบิลที่ใช้งานกับรอก – เพื่อเลือกขนาดรอกที่เหมาะสม เมื่อพูดถึงเชือกที่ใช้งานร่วมกับรอก ควรเป็นเชือกแบบคงตัว ซึ่งมีอัตราการยืดตัวต่ำ (Static rope) เชือกที่ใช้กับรอกควรมีความสัมพันธ์กับขนาดของรอกที่พอดี ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไปจนใช้งานไม่ได้ และไม่ควรใช้เชือกยืด (Dynamic Rope) หรือเชือกปีนเขาที่มีอัตราการยืดตัวสูง เนื่องจากก่อนที่คุณจะยกสิ่งที่คุณต้องการขึ้นได้นั่น คุณจะต้องใช้แรงไปดึงให้เชือกยืดตัวจนสุดความยาวเชือกเสียก่อน จึงจะสามารถยกน้ำหนักบนเชือกให้ลอยขึ้นได้ และอาจะเกิดแรงกระแทกจากการยืดตัวของเชือก ทำให้การควบคุมการยกน้ำหนัก ทำได้ไม่แน่นอนเมื่อเทียบกับเชือกที่ใช้งานกับรอกโดยเฉพาะ  เราจึงไม่นิยมใช้เชือก Dynamic ในการใช้กับรอกทดแรงหรือในการกู้ภัย
  4. ปริมาณความต้องการในการทดแรง เช่น ต้องการติดตั้งรอกทดแรงแบบ 2:1, 3:1, 4:1 ฯ (จำนวนของรอกและความยาวเชือกจะเพิ่มขึ้น ตามอัตราส่วนการทดแรง และระยะความสูงในการทำงาน) สำหรับคุณภาพของการทดแรงนั่น หากระบบลูกปืนของรอกไม่ดีพอ จะเกิดแรงเสียดทานสูงภายในล้อรอก ทำให้ลดประสิทธิภาพการทำงานของรอกลง โดยแทนที่จะช่วยให้คุณออกแรงน้อยลงและใช้งานได้คล่อง กลับเพิ่มภาระให้ต้องออกแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ในการเลือกรอกที่ดีมีคุณภาพมาใช้งาน
  5. หากไม่นำรอกไปใช้ทดแรง คุณก็สามารถใช้รอกเพื่อเปลี่ยนทิศทางในการดึงเชือกได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องใช้รอกเพื่อทดแรงเพียงอย่างเดียว เมื่อรอกไม่เคลื่อนที่การทดแรงก็จะไม่เกิด
  6. ตำแหน่งหรือหลักยึด ที่จะติดตั้งรอก – ในพื้นที่หน้างานของคุณ มีจุดยึดรอกอยู่หรือไม่? คุณจะนำรอกไปยึดกับสิ่งไหน? จะใช้รอกที่ตำแหน่งใดบ้าง? ยึดกี่จุด? จุดยึดรอกนั่นจำเป็นต้องมีความแข็งแรงเพียงพอในการรับแรงจากการดึง นอกจากนั่นยังต้องรับน้ำหนักสิ่งที่คุณจะยกร่วมกันได้ด้วย ยังไม่รวมถึงรับน้ำหนักจากแรงกระชากหรือแรงตก หากเกิดความผิดพลาดระหว่างการใช้งาน ตำแหน่งที่จะติดตั้งรอก จึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องเลือกให้เกิดความปลอดภัยในขณะใช้งาน และหากหาจุดยึดไม่ได้ คุณอาจจะต้องมองหาสามขา, คาน, David Arms หรือหลักที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เข้ามาช่วยในการแขวนรอกอีกทางหนึ่ง
  7. อุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับรอก – เช่น เชือกตามความยาวที่ต้องการ, อุปกรณ์ยึดโยงหลักที่มีความยาวเพียงพอในการพันรอบหลัก, คาราบิเนอร์, อุปกรณ์เบรคเชือก ฯ เพราะรอกเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จึงต้องคำนึงถึงอุปกรณ์ประกอบกับรอกด้วย

Rock-Exotica-omni-block_pulleys_02

ปัจจุบันมาตรฐาน NFPA Technical Use กำหนดว่ารอกที่ใช้งานสำหรับบุคคลคนเดียว ควรรับน้ำหนักได้ = 22 kN (กิโลนิวตัน) และหากใช้รอกในการกู้ภัย NFPA General Use กำหนดว่ารอกที่ใช้รับน้ำหนักบุคคลตั้งแต่ 2 คนและรับน้ำหนักอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เกี่ยวข้อง ควรรับน้ำหนักได้ = 36 kN (กิโลนิวตัน) ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั่น ผู้ใช้งานรอกจะต้องเข้าใจหลักการทดแรง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ดูซับซ้อน แต่ในปัจจุบันรอกมีวางจำหน่ายเป็นชุดพร้อมเชือก ให้สามารถนำไปใช้งานได้ทันที และยังแบ่งรุ่นออกไปอีกมากมาย ไม่ว่าคุณจะต้องการใช้รอกบนที่สูง, ในพื้นที่อับอากาศแคบ, เตรียมทำเชือกข้ามลำน้ำ หรือสไลด์ตัวลงจากยอดเขา, รอกที่ใช้กับ Zip line ฯ รอกกู้ภัยคุณภาพมาตรฐานโลก จากจัวแทนจำหน่ายของโรงงานผู้ผลิต พร้อมให้คำปรึกษาและเลือกแบบและรุ่นที่ตรงกับความต้องการ ติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายขาย ซี แอร์ ไทย ทุกวันในเวลาทำการ จันทร์ – ศุกร์ 9.00 – 18.00 น. โทร.02-9454748, 087-9000783, Email : @, LINE ID: Sea Air Thai , Face Book : https://www.facebook.com/SeaAirThai