หน้าหลัก arrow เชือกกู้ภัย arrow การดูแลรักษาเชือกกู้ภัย
การดูแลรักษาเชือกกู้ภัย

การดูแลรักษาเชือกที่ใช้ในงานกู้ภัย

(Rescue Rope Care)


ข้อความเหล่านี้ จัดทำโดยบริษัท ซี แอร์ ไทย จำกัด (http://www.seaairthai.com/) เพื่อเป็นการแนะนำสำหรับการใช้เชือก ไม่ใช่การอ้างอิงที่สมบูรณ์ แต่เขียนขึ้น เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติเท่านั้น จึงไม่ควรนำไปใช้ทดแทนการสอน จากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ข้อความเหล่านี้ เขียนขึ้นเพื่อเป็นบทเสริมการสอน และทางบริษัทยินดีสนับสนุนการแก้ไข หรือเพิ่มเติมเนื้อหา เพื่อให้ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น


บริษัท ซี แอร์ ไทย จำกัด จัดหาอุปกรณ์และฝึกอบรมให้หน่วยงาน , ข้าราชการตำรวจ และทหารทั่วประเทศไทย  โปรดติดต่อเรา เพื่อแจ้งให้เราทราบความต้องการของท่าน


โครงสร้างของเชือก

(Construction)

ไนลอน เป็นเส้นใยสังเคราะห์ชนิดแรกของโลก ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท ดูปองท์  (Dupont) ในปี พ.ศ. 2481 เนื่องจากความขาดแคลนเส้นใยธรรมชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูปองท์จึงเป็นผู้ผลิตเชือกไนลอนเป็นรายแรก โครงสร้างของไนลอน ง่ายต่อการขยายให้ยาว โดยยังคงรักษา คุณสมบัติของเชือกไว้ทุกประการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่มีอยู่ในเส้นใยธรรมชาติ ตั้งแต่นั้นมาก็มีการศึกษาวิจัย ด้านโครงสร้างการผลิตและวัสดุในการผลิตเชือกมากยิ่งขึ้น

เชือกกู้ภัยในปัจจุบัน ถูกออกแบบในลักษณะเคินเมนเทิล ”kernmantel” เชือกแบบเคินเมนเทิล ประกอบด้วยเส้นใยที่ถูกบิดเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นแกนในที่แข็งแกร่ง เรียกว่า เคิน “kern“ ซึ่งถูกหุ้มด้วยปลอกรอบนอก เรียกว่า เมนเทิล “mantle“ ซึ่งทำหน้าที่ป้องกัน และเพิ่มความทนทานให้กับเชือก

Kernmantel Rope showing core.
Kernmantel Rope showing core.
เชือกถูกผลิตขึ้นมา 2 ประเภท เชือกแบบคงตัว “static rope“ และ เชือกแบบยืดตัว “dynamic rope“ ขึ้นอยู่กับแบบของแกนในเป็นสำคัญ เชือกยืดตัว มีคุณสมบัติในการขยายตัวและชลอแรงตก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันนักปีนเขาจากการหล่นร่วง เชือกกู้ภัยแบบคงตัว มีคุณสมบัติแตกต่างจากเชือกปีนเขา หรือเชือกยืดตัวอย่างสิ้นเชิง เพราะตัวเชือกแทบจะไม่ยืดตัวเลย เพื่อให้เกิดการทรงตัวที่ดีที่สุด การยกวัตถุหนักก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะเชือกจะไม่ยืดตัว ขณะทำการยกของหนัก ทำให้ยกวัตถุได้ทันทีทันใด ดังนั้นจึงห้ามนำเชือกยืดตัว หรือเชือกปีนเขา ไปใช้ในงานกู้ภัยเป็นอันขาด

เชือกในยุคปัจจุบัน ถูกทำขึ้นจากโพลิเมอร์ที่แตกต่างกัน รวมถึงไนลอน , โพลีเอสเตอร์ , โพลีโพรพีลีน , โพลีเอทีลีน , เคฟลาร์ และสเปคตร้า ซึ่งเชือกจากเส้นใยธรรมชาติ ไม่ควรนำมาใช้ในงานกู้ภัย หรือใช้กับอุปกรณ์กู้ภัยทุก ประเภท รวมทั้งคาราบิเนอร์ และห่วงเลข 8 ก็ถูกออกแบบมา เพื่อใช้กับเชือกที่มีปลอกหุ้มแกนใน หากใช้อุปกรณ์กู้ภัยกับเชือกใยธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด อาจนำไปสู่การบาดเจ็บถึงชีวิตได้

เชือกโพลิเมอร์ในปัจจุบัน อ่อนไหวต่อความร้อนมาก เมื่อถูกทำให้ร้อน โพลิเมอร์จะอ่อนตัว จากนั้นจะละลายและไหม้ในที่สุด โพลิเมอร์แต่ละประเภท มีความอ่อนตัว , จุดหลอมละลาย และอุณหภูมิในการเผาไหม้ ที่ต่างกัน และเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่จำนวนบ่งชี้เหล่านี้ จะต้องแสดงไว้ในเชือกแต่ละประเภท โพลิเมอร์ยังมีความอ่อนไหวต่อ กรด , ด่าง และสารเคมีอินทรีย์อีกด้วย เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ และอายุการใช้งาน ที่สั้นเกินควร ต้องหลีกเลี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี โดยเด็ดขาด

ไนลอน (nylon) คือ เส้นใยหลักในการใช้ผลิตเชือกในปัจจุบัน เพราะความทนทานต่อการขูดขีด และยังมีคุณสมบัติผ่อนแรงตกกระทบ ซึ่งไม่มีอยู่ในเส้นใยอื่นๆ เชือกไนลอนไม่ทนต่อกรด แต่ทนทานต่อด่าง เมื่อเชือกเปียกน้ำ จะสามารถดูดซับน้ำไว้ได้มากถึง 7 เปอร์เซนต์ แต่จะสูญเสียความทนทานไปราว 10-15 เปอร์เซนต์ คงสภาพแม้อยู่ในอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เริ่มละลายตัวที่อุณหภูมิ 215 องศาเซลเซียส

โพลีเอสเตอร์ (polyester) เป็นเส้นใยที่แข็งแกร่ง และทนต่อการสึกหรอได้ดีเยี่ยม โพลีเอสเตอร์มีข้อได้เปรียบกว่าไนลอน หลายประการ รวมถึงอัตราการดูดซับน้ำที่น้อยกว่า 1 เปอร์เซนต์ และจะสูญเสียความทนทานไปเพียง 2 เปอร์เซนต์เมื่อเปียกน้ำ และยังทนต่อรังสีอุลตร้าไวโอแลต ได้ดีกว่าไนลอนอีกด้วย ในทางกลับกัน โพลีเอสเตอร์ทนทานต่อกรด แต่ไม่ทนต่อด่าง มีคุณสมบัติผ่อนแรงตกกระทบได้น้อยมาก จึงไม่สมควรนำไปใช้ในเชิงกีฬา โพลีเอสเตอร์คงสภาพที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส และเริ่มละลายตัวที่อุณหภูมิ 254 องศาเซลเซียส ซึ่งตามแบบฉบับแล้ว เชือกเพื่องานกู้ภัยในปัจจุบัน ปลอกหุ้ม มักจะทำด้วยโพลีเอสเตอร์ โดยมีไนลอนเป็นแกนในแทบทั้งสิ้น

โพลีโพรพีลีน (polypropylene) และ โพลีเอทีลีน (polyethylene) ถูกใช้มากในงานกู้ภัยทางน้ำ จากคุณสมบัติเบากว่าน้ำ ทำให้ลอยตัว แต่อ่อนไหวต่อรังสีอุลตร้าไวโอแลต และไม่ทนต่อการขูดขีด จึงไม่ควรนำไปใช้ ในเชิงกีฬาปีนเขาเป็นอย่างยิ่ง

เคฟลาร์ (kevlar) มีความทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้เป็นย่างดี และแข็งแกร่งเป็นเลิศ ซึ่งทนความร้อนได้ถึง 427 องศาเซลเซียส ทนกว่าเหล็กถึง 7 เท่า แต่ไม่ทนต่อแรงขูดขีด และไม่ยืดหยุ่น ซึ่งทำให้แตกหักได้ง่าย เมื่อถูกโค้งงออย่างแรง จึงไม่แนะนำให้ใช้เป็นเชือกกู้ภัย

สเปคตร้า (spectra) หรือ โพลิเอททีลีนชนิดความหนาแน่นสูง คือ คุณลักษณะของเส้นใยใกล้เคียงกับ เคฟลาร์ ทนกว่าเหล็กถึง 10 เท่า แต่มีจุดหลอมเหลวต่ำมาก ซึ่งในอุณหภูมิ 66 องศาเซลเซียสจากการโรยตัวปกติ ก็สามารถเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้ จึงไม่ควรใช้เป็นเชือก เพื่อการโรยตัวอย่างเด็ดขาด

ความทนทาน

(Strength)

เชือกกู้ภัย มีความแข็งแรงทนทานมาก ตามขนาดและน้ำหนักของเชือก การเลือกเชือกให้เหมาะสมกับการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับพิกัดน้ำหนักการใช้งานของเชือก ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ถูกกำหนดด้วยสูตร 1 / 10 เท่าของจุดที่เชือกไม่สามารถรับน้ำหนักได้ (พิกัดสูงสุดของการรับน้ำหนัก) สำหรับงานกู้ภัย พิกัดดังกล่าวจะลดลงเป็น 1 / 15 เท่า ของจุดที่เชือกไม่สามารถรับน้ำหนักได้

ตัวอย่าง
  • เชือกมีพิกัดพิกัดสูงสุดของการรับน้ำหนักที่ 34 กิโลนิวตั้น หรือ 7,600 ปอนด์  สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยที่พิกัดน้ำหนัก 3.4 กิโลนิวตั้น หรือ 760 ปอนด์ สำหรับงานกู้ภัย พิกัดสูงสุดของการรับน้ำหนัก จะอยู่ที่ 2.2 กิโลนิวตั้น หรือ 484 ปอนด์
  • เชือกมีพิกัดพิกัดสูงสุดของการรับน้ำหนักที่ 44 กิโลนิวตั้น หรือ 9,900 ปอนด์  สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยที่พิกัดน้ำหนัก 4.4 กิโลนิวตั้น หรือ 990 ปอนด์ สำหรับงานกู้ภัย พิกัดสูงสุดของการรับน้ำหนัก จะอยู่ที่ 2.9 กิโลนิวตั้น หรือ 638 ปอนด์
 
เชือกส่วนใหญ่ จะเสื่อมสภาพจากการเสียดสี หรือขูดขีด ดังนั้นเชือกที่ทนทานต่อการขูดขีด จะช่วยยืดอายุงานของเชือกให้นานขึ้น และวัสดุกันขอบเชือก จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและอายุของเชือก ยิ่งเชือกงอโค้งได้ยากมากเท่าไหร่ เชือกนั้นก็จะมีความทนทาน ต่อการเสียดสีมากขึ้นเท่านั้น ในการทดสอบเชือกคงตัว (static rope) หรือเชือกกู้ภัย มีคุณสมบัติในการทนทาน ต่อการเสียดสีหรือขูดขีด ได้ดีกว่าเชือกยืดตัวหรือเชือกปีนเขา

อายุงานของเชือก มีผลต่อความแข็งแรงเช่นกัน เชือกที่ใช้งานหนักจะเสียความแข็งแรงไป 3-5 เปอร์เซนต์ ในแต่ปี จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ในการตรวจสอบว่าเชือกหมดอายุหรือไม่ การใช้เชือกที่หมดอายุ อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

การบำรุงรักษาเชือกใหม่

(New Rope Care)
ก่อนการตัดเชือก บริเวณที่จะตัดควรใช้แถบรัดที่หดตัวด้วยความร้อน “heat shrink tubing” หุ้มไว้ ถ้าไม่มี สามารถใช้เทปพันโดยรอบ และควรตัดเชือกด้วยเครื่องตัดความร้อน "thermal cutter" ซึ่งตัดโดยอาศัยความร้อนสูง และสมานเนื้อเชือกในเวลาเดียวกัน การใช้ความร้อนตัดเชือก จะละลายส่วนปลายเข้าด้วยกัน ป้องกันปัญหาปลายเชือกแตก อย่าใช้มีดธรรมดาในการตัดเชือกเป็นอันขาด

An Example of Factory Rope Termination
An Example of Factory Rope Termination
ก่อนการใช้งานครั้งแรก เชือกใหม่ควรได้รับการตรวจสอบ เพื่อรับประกันว่าไม่มีส่วนใดเสียหาย และปลายเชือกได้รับการหุ้มสมานอย่างถูกต้อง หลังการตรวจเชค ควรทำเครื่องหมายระบุความยาว , วันเริ่มใช้งาน และข้อมูลสำคัญอื่นๆ การเขียนลงบนเชือกโดยตรง ควรใช้ปากกา ที่มีหมึกผสมด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น เพื่อป้องกันความเสียหายของตัวเชือก ควรจดรายละเอียดการใช้งาน ลงในสมุดบันทึก "Logbook" เพื่อระบุข้อมูลสำคัญของเชือกในอนาคต

เป็นธรรมชาติของเชือกใหม่ ที่จะค่อนข้างลื่น อันเนื่องมาจากกระบวนการผลิต สารที่เคลือบไว้นี้ จะช่วยป้องกันเชือกและทำให้เชือกนุ่ม หากสารเคลือบหลุดออก เชือกจะเริ่มแห้ง และอายุการใช้งานจะค่อยๆลดลง เพื่อชลอความเสื่อมออกไป จึงไม่ควรล้างซัก , ล้าง หรือจุ่มเชือกลงน้ำ ก่อนเริ่มใช้งานครั้งแรก

ระหว่างการใช้งานครั้งแรก เส้นแกนในและปลอกหุ้มเชือก จะหดตัวเข้าหากัน ในขั้นนี้ การล้างเชือกครั้งแรก จึงเป็นผลดี เพราะจะทำให้เชือกหดตัว หากเป็นเชือกไนลอนจะหดลงประมาณ 10 เปอร์เซนต์ จนถึงจุดคงตัวในการใช้งาน การหดตัวจากการล้าง เมื่อเชือกหดรัดแกนแล้ว จะช่วยทำให้สิ่งสกปรก แพร่เข้าถึงแกนในของเชือกได้ยาก

เชือกใหม่ ควรจะผ่านการโรยตัว – ล้าง – ทำให้แห้ง และตรวจสภาพ 2-3 ครั้ง เพื่อให้เชือกอยู่ตัว ก่อนนำไปใช้ในงานกู้ภัย

การตรวจสภาพเชือก

(Inspection)

ไม่มีการทดสอบ ที่สามารถบอกได้ 100 เปอร์เซนต์ ถึงสภาพของเชือกว่าเป็นอย่างไร การตัดสินใจเปลี่ยนเชือก จะต้องขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ของผู้ใช้ การตรวจเชค ต้องทำโดยใช้สายตา และสัมผัสเพื่อตรวจดูความเสียหายของเชือก

หลังจากการใช้งานแต่ละครั้ง ควรตรวจสภาพเชือก เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยต่องานใช้งานในอนาคต เชือกสามารถถูกตัด หรือเกิดความเสียหายได้ง่าย จากสันขอบของหินและริมที่มีความคม การโรยตัวด้วยความเร็วก่อให้เกิดความร้อนอย่างมากมาย อันเนื่องมาจากการเสียดสี ซึ่งสามารถทำลายเชือกได้อย่างรวดเร็ว ตรวจสภาพเชือกว่าไม่มีรอยขาด , เส้นใยเสียหาย , เกิดจุดอ่อนจุดกระด้าง , ผิวเชือกถูกเคลือบ , เปลี่ยนสี-สีซีด หรือ ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากพบสิ่งเหล่านี้ แสดงว่าถึงเวลาเปลี่ยนเชือก ถ้าเชือกถูกกระชากอย่างแรงหลายครั้ง จากน้ำหนักที่ตกลงมากระทันหัน ควรเปลี่ยนเชือก เพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัยเช่นกัน

เชือกควรมีการเปลี่ยนทุกๆ 5 ปี แม้จะถูกใช้งานเป็นครั้งคราวก็ตาม และเปลี่ยนทุกๆ 1-2 ปีหากมีการใช้งานเป็นประจำ อายุสูงสุดของเชือกแบบสังเคราะห์ คือ 10 ปี   

สมุดบันทึก ควรเก็บไว้ประจำเชือกแต่ละเส้น และควรลงรายละเอียด การใช้งานแต่ละครั้ง โดยระบุประเภทการใช้งาน และสภาพของเชือก

หากไม่แน่ใจในสภาพของเชือก ควรเปลี่ยนเชือกใหม่ทันที เชือกเก่าควรจะถูกทำลาย เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้โดยบังเอิญ

การล้างทำความสะอาด

(Washing)

Bokat Rope Washer
Bokat Rope Washer
เชือก ควรจะถูกล้างอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในพื้นที่สกปรก สิ่งสกปรก คือตัวกัดกร่อนและสร้างความเสียหาย ให้กับเชือกหากไม่ได้รับการขจัดให้หมดไป ในการล้างเชือก ควรใช้อุปกรณ์ล้างเชือกซึ่งผลิตขึ้นเพื่อทำความสะอาดเชือกโดยเฉพาะ อุปกรณ์ล้างเชือกเหล่านี้ จะต่อเข้ากับสายยาง และใช้การพ่นละอองฝอยของน้ำ ในการชำระล้างสิ่งสกปรก อุปกรณ์ล้างเชือก เช่น เครื่องล้างเชือกของ Bokat จะหนีบยึดที่ตัวเชือก และปล่อยน้ำเข้าไปล้างทุกด้านของเชือก สืบเนื่องจากการพ่นละอองน้ำ ด้านในของอุปกรณ์ จะหุ้มด้วยขนแปรงอ่อนนุ่ม ที่จะค่อยๆขัด ในขณะที่ตัวเชือก จะถูกดึงผ่านเครื่องล้างไปอย่างช้าๆ

หลังจากที่สิ่งสกปรกส่วนใหญ่ ถูกชำระไปแล้ว ควรแช่เชือกในผงซักฟอกอย่างอ่อน เพื่อทำความสะอาดสารสังเคราะห์ น้ำยาซักล้างหรือน้ำยาฟอกขาว สามารถทำอันตราย และไม่ควรนำมาใช้ในการทำความสะอาดเชือก
หลังจากแช่เชือกในผงซักฟอกอ่อนๆแล้ว ควรนำเชือกกลับมาผ่านเครื่องล้าง เพื่อขัดเอาสารซักฟอกออกจากตัวเชือกอีกครั้งหนึ่ง และขั้นสุดท้ายคือ การน้ำเชือกแช่ในน้ำที่เจือจางด้วย น้ำยาปรับผ้านุ่มเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยหล่อลื่น และยืดอายุของเชือกให้ยาวขึ้น การตากเชือกควรนำผึ่งลมในที่ร่ม ไม่ควรตากเชือกให้แห้งกลางแดด  เพราะรังสีอุลตร้าไวโอแลต ในแสงแดดสามารถทำลายเชือกได้

การเก็บรักษา

(Storage)

เชือกควรถูกเก็บไว้ในที่เย็นและแห้ง และปราศจากน้ำมัน , กรด , แบตเตอรี่ หรือสารเคมีอื่นๆ ที่สามารถทำอันตรายต่อเชือกได้ และแม้ว่าเชือกจะไม่ถูกสัมผัสโดยตรง ต่อสารเคมีเหล่านั้น ไอหรือควัน ก็ยังสามารถกัดกร่อนเชือกได้

แนะนำให้เก็บเชือกไว้ ในถุงเก็บเชือก เพราะเชือกควรวางในถุงเชือก แบบไม่ต้องขดเป็นเกลียว ถุงเชือกจำเป็นจะต้องใหญ่เพียงพอ ที่จะเลี่ยงการอัดแน่นอยู่ในถุง ซึ่งจะทำให้กลายเป็นปมเงื่อนขนาดใหญ่ การกดทับเชือก จะทำให้อายุการใช้งานของเชือกสั้นลง และเชือกที่เก็บไว้ในถุง ควรย้ายออกจากถุงอย่างสม่ำเสมอ

ทางเลือกในการเก็บเชือก ก็คือ การขดเชือกเป็นวง เรียกว่า "mountaineering-style" โดยแขวนไว้กับเสา ซึ่งวิธีนี้ลมจะพัดผ่านรอบๆเชือก เป็นการป้องกันความอับชื้นและเชื้อรา เสาที่แขวนเชือกควรทำด้วยพลาสติก เสาไม้หรือโลหะ สามารถดักเก็บความชื้น ซึ่งจะก่อให้เกิดราทำให้เชือกดูสกปรก
 
ไม่แนะนำให้ทำเชือกเป็นห่วงโซ่ โดยใช้เงื่อนแบบโอเวอร์แฮนด์ (overhand) เพื่อเก็บเชือกในระยะยาว ห่วงโซ่บนเชือก จะบังคับให้เกิดแรงบีบ ซึ่งจะลดอายุการใช้งานของเชือกลงได้  

การเก็บเชือก ไม่ควรวางสัมผัสโดยตรงกับคอนกรีต เพราะคอนกรีตมีสภาพเป็นกรด ทำให้เชือกสกปรกและเสื่อมสภาพได้ง่าย

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

(Additional Recommendations)

แนะนำให้หน่วยกู้ภัยหนึ่งๆ มีมาตรฐานในการใช้เชือก ชนิดเดียวกัน ขนาดเดียวกัน และเลือกยี่ห้อที่พึงพอใจ ในสถานการณ์ฉุกเฉินและกดดัน ชนิดและคุณสมบัติของเชือก จะต้องเป็นที่ทราบทั่วกันทันที การใช้งานปะปนทั้งขนาดและชนิดของเชือก จะยิ่งเพิ่มความยากให้กับงาน ที่ยากอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น ถ้าต้องเลือกใช้เชือกหลายชนิด และสีปนกัน ควรระบุขนาดและสี ให้เห็นชัดเจนทันที สำหรับเชือกกู้ภัย แนะนำให้ใช้ขนาด 11 มิลลิเมตร หรือ 12.5 มิลลิเมตร   

เชือกที่ผลิตในอเมริกา ปลอกเชือกมักจะมีความหนา มากกว่าเชือกที่ผลิตในยุโรป ซึ่งความหนานี้ จะช่วยเพิ่มความทนทาน ต่อการเสียดสีได้ดีกว่า

เชือกขาวที่ไม่มีสารย้อมสี มักจะแข็งกระด้างเมื่อผ่านการใช้งาน เชือกขาวที่ไม่ได้ผ่านการย้อม เมื่อใช้งานไปหลายๆครั้ง เชือกเปลี่ยนสภาพเป็นขรุขระ ไม่สม่ำเสมอ แต่ปลอกเชือกที่ได้รับการย้อมสี จะถูกทำให้หดตัวมาแล้วก่อนการใช้งาน และยังคงคุณสมบัติเดิมได้ดีกว่า

แนะนำให้มีการสลับปลายเชือก ในการใช้งานเป็นระยะๆ เพื่อยืดอายุและเป็นการกระจายการใช้งาน ได้อย่างทั่วถึง

หลีกเลี่ยงการเหยียบเชือก การเหยียบเชือกเท่ากับ เป็นการผลักดันให้สิ่งสกปรก เข้าถึงแกนในของเชือก และส่งผลให้เกิดการสึกหรอจากภายใน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก และไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

ขณะใช้งาน ไม่ควรปล่อยให้เชือกแตะพื้น ถ้าเป็นไปได้ ควรใช้ผ้าใบรองส่วนปลายสุดของเชือก จากการสัมผัสดินโดยตรง จะช่วยทำให้ป้องกันความสกปรก และช่วยยืดอายุการงานของเชือก ให้ยาวนานขึ้น

 
< Prev

Sea Air Thai Co., Ltd.
98 Soi Konghirun Ramintra Rd.
Bangkhen Bangkok 10230
Thailand. 
Tel: +66-2-793-4544
Mobile: +66-8-7900-0783 
Fax : +66-2509-3246
บริษัท ซี แอร์ ไทย จำกัด
98 ซ.คงหิรัญ ถ.รามอินทรา
บางเขน กทม. 10230
ประเทศไทย
โทร. 02-793-4544
มือถือ: 0-8-7900-0783
โทรสาร. 02-509-3246

© 2009 Sea Air Thai: อุปกรณ์กู้ภัย, เทคนิคการกู้ภัยขั้นสูง, เชือกกู้ภัย, อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ, เสื้อชูชีพ, อุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ, กู้ภัยทางอากาศยาน