หน้าหลัก arrow เชือกกู้ภัย arrow ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการโรยตัว - Misunderstandings About Rappelling
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการโรยตัว - Misunderstandings About Rappelling

ชุดควบคุมการรบอเมริกัน ฝึกโรยตัว ปี 1982, ตำรวจภูธรไทย ฝึกโรยตัว ปี 2006, เจ้าหน้าที่กู้ภัยไทย ฝึกโรยตัวแบบลำตัวขนานพื้น ปี 2006
ชุดควบคุมการรบอเมริกัน ฝึกโรยตัว ปี 1982, ตำรวจภูธรไทย ฝึกโรยตัว ปี 2006, เจ้าหน้าที่กู้ภัยไทย ฝึกโรยตัวแบบลำตัวขนานพื้น ปี 2006

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการโรยตัว
Misunderstandings About Rappelling

ทุกครั้งที่มีคำถาม ถึงอุปกรณ์โรยตัว มาจากทั้งเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ที่ทำงานเกี่ยวข้อง กับการกู้ภัย เราพบปัญหาที่หลายคน ยังเกิดความสับสน ในเรื่องของการโรยตัว ก่อนอื่นต้อง ทำความเข้าใจ ถึงวัตถุประสงค์ ของการโรยตัว แต่ละประเภทให้ชัดเจน ทั้งในด้านเทคนิค และวิธีปฏิบัติ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้

ในปัจจุบันมาตรฐาน ระบบงานเชือกกู้ภัย (Rope Rescue Standard) ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ในประเทศไทย ในหน่วยงานราชการ ยังไม่มีผู้สอน งานเชือกกู้ภัย ได้อย่างครบวงจร และมีมาตรฐานสากล (NFPA) การอบรมส่วนใหญ่ นิยมสอนให้ เจ้าหน้าที่เรียนรู้ การใช้เงื่อนเชือก (Knots), การโรยตัวแบบยุทธวิธี (Tactical Rappel) เพื่อทดสอบกำลังใจ มากกว่าหลักการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในบางแห่งใช้อุปกรณ์ สำหรับการปีนเขา (Climbing Equipment) หรืออุปกรณ์ เพื่อการทำงานในที่สูง (Work at Height Equipment) มาใช้ในงานกู้ภัย แทนที่จะใช้อุปกรณ์เพื่อการกู้ภัย (Rope Rescue Equipment) อย่างเต็มรูปแบบ

การขาดมาตรฐานในการฝึก และการใช้อุปกรณ์ผิดประเภท ส่งผลให้ความเข้าใจ เรื่องเชือกกู้ภัยแบบเป็นระบบ ยังมีน้อย และเกิดความสับสน เจ้าหน้าที่ผู้ผ่านการอบรม ยังขาดความเข้าใจ และไม่สามารถ นำความรู้ มาประยุกต์ใช้ในงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งๆที่มาตรฐาน NFPA ระบุให้งานเชือกกู้ภัย เป็นสิ่งแรก ที่ต้องเรียนรู้ ก่อนการเรียนรู้ การกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ (Confined Space Rescue) และการกู้ภัยระดับผิวน้ำ (Swift Water Rescue)

การโรยตัว (Rappel) เป็นเพียงเทคนิคหนึ่ง ในการเคลื่อนย้าย และเข้าถึงพื้นที่ จากที่สูงไปยังจุดที่ต่ำกว่า เป็นเสี้ยวหนึ่ง ของเทคนิคการใช้เชือกกู้ภัย (Rope Rescue Technique) ซึ่งระบบงาน เชือกกู้ภัย ไม่ได้มีแค่การโรยตัว (Rappel) หรือการไต่ขึ้นเชือก (Ascending) และไม่ใช่การปีนเขา ในเชิงกีฬา (Climbing / Moutaineering) ซึ่งมีความแตกต่าง ทั้งในด้านเทคนิค และอุปกรณ์ที่ใช้ แต่เนื่องจาก อุปกรณ์ปีนเขา เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ในท้องตลาด และมีความคล้ายคลึง กับอุปกรณ์กู้ภัย บางประเภท จึงมีบางหน่วยงาน ที่ยังคงใช้ อุปกรณ์ปีนเขา สับสนกับอุปกรณ์กู้ภัย ด้วยความไม่เข้าใจ ถึงมาตรฐานและ อัตราการรับน้ำหนัก ของอุปกรณ์ ซึ่งสัมพันธ์กับ ระบบงานโดยรวม

ทหารเรืออเมริกัน ฝึกโรยตัวพร้อมอุปกรณ์ครบชุด ปี 2006, ทหารไทย ฝึกโรยตัวประกอบอุปกรณ์ ปี 2006, ทหารอเมริกัน ทีมกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ ฝึกโรยตัว ปี 2005
ทหารเรืออเมริกัน ฝึกโรยตัวพร้อมอุปกรณ์ครบชุด ปี 2006, ทหารไทย ฝึกโรยตัวประกอบอุปกรณ์ ปี 2006, ทหารอเมริกัน ทีมกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ ฝึกโรยตัว ปี 2005

 

ความแตกต่างระหว่าง การโรยตัวทางยุทธวิธี และการโรยตัวกู้ภัย
The Differences Between Tactical and Rescue Rappelling

การโรยตัวสำหรับ การฝึกทางยุทธวิธี (Tactical Rappelling) จะเป็นการโรยตัวทางดิ่ง ของบุคคลคนเดียว หรือบุคคลคนเดียว ร่วมกับอุปกรณ์ สำหรับการปฏิบัติงาน บนที่สูง หรือปฏิบัติงาน ร่วมกับอากาศยาน ซึ่งในการโรยตัว ต้องทำด้วยความรวดเร็ว เข้าถึงที่หมาย หรือออกจากเชือกโดยเร็ว

ท่าทางการโรยตัว ทางยุทธวิธีแบบต่างๆ ทั้งแบบเอาหลังลง และเบรคด้วยมือที่ถนัด ข้างลำตัว, การโรยตัวแบบ พันรอบแขน (Hasty Rappel), การโรยตัวแบบ พันเชือกรอบตัว (Body Rappel), การโรยตัวแบบ พันเชือกอ้อมไหล่ (Seat-Shoulder Rappel), การโรยตัวท่านั่ง (Seat-Hip Rappel), เอาหน้าลง เพื่อสำรวจสถานที่ (Scouting Rappel) และโรยตัวแบบ ลำตัวขนานพื้น หรือเดินลงและเบรคด้วยมือ ที่ถนัดบริเวณช่วงอก ที่เรียกว่า Australian Rappel ซึ่งแม้ในการฝึก จะยังมีอยู่ แต่ก็ใช้เทคนิค การโรยตัวแบบนี้น้อยมาก ในการสู้รบจริง การโรยตัวทางยุทธวิธี แบบเอาหน้าลง หรือลำตัวขนานพื้น ก็ไม่ใช่วิธีโรยตัวกู้ภัย เหตุเพราะไม่ใช่ ลักษณะการเข้า ช่วยเหลือผู้ประสบภัย อุปกรณ์โรยตัว แบบเอาหน้าลง (Scouting Rappel) ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ

การนำเทคนิค การโรยตัวทางยุทธวิธี มาฝึกสอน เจ้าหน้าที่กู้ภัย จึงเป็นการเสียเวลา และไม่มีประสิทธิผล ในทางปฏิบัติ ควรแบ่งแยก รูปแบบการฝึก เพื่อให้เอื้อประโยชน์ ต่อการกู้ภัย และเข้าใจความแตกต่าง กันอย่างชัดเจน ถึงเทคนิค การโรยตัวทางยุทธวิธี และการโรยตัวกู้ภัย

วัตถุประสงค์ของ การโรยตัวทางยุทธวิธี Objective of Tactical Rappel คือ ต้องการลงจากอาคาร , หน้าผา หรือสถานที่สูง เพื่อเข้าปฏิบัติงาน ด้วยความรวดเร็ว ที่สุดเท่าที่จะทำได้

วัตถุประสงค์ ของการโรยตัวกู้ภัย Objective of Rescue Rappel คือ ผู้ปฏิบัติ ต้องควบคุมอัตราการลง หรือขึ้นเชือก ได้อย่างปลอดภัย ต้องหยุดและ เปลี่ยนระบบขึ้นลงได้ โดยต้องทำงาน ร่วมกันเป็นทีมได้ อย่างปลอดภัย

แม้แต่การโรยตัว ทางยุทธวิธีบางรูปแบบ ก็แทบไม่มีความจำเป็น เช่น การโรยตัว เพื่อที่จะยิงปืน ในระหว่าง อยู่บนเชือก ซึ่งมักใช้การโรยตัว แบบเอาหน้าลง หรือลำตัวขนานพื้น ร่วมกับการสะพายปืน ซึ่งหน้าที่ของ ผู้ที่จะยิงปืนคุ้มกัน เจ้าหน้าที่ ที่กำลังโรยตัว หรืออยู่บนเชือก คือหน้าที่ของ พลซุ่มยิง (Sniper) ไม่ใช่ผู้ที่กำลังโรยตัว จึงไม่จำเป็น ที่จะต้องฝึกยิงปืน ในขณะอยู่กลางเชือก เพราะหากจำเป็น ต้องยิงปืนในขณะอยู่บนเชือก นั่นหมายถึง ศัตรูอยู่ในระยะประชิด มากเกินขีด ความปลอดภัย และหากคุณ อยู่ใกล้ศัตรู ในระยะที่จำเป็น ต้องยิงปืนป้องกันตัว เท่ากับคุณ กำลังเป็นเป้านิ่ง หรือแสดงถึงการ วางแผนผิดพลาด

การฝึกโรยตัวทางยุทธวิธี โดยทั่วไป มักจะไม่สอนวิธี หยุดอยู่กลางเชือก ไม่นิยมสอน ระบบผ่อนขึ้น-ผ่อนลง หรือใช้อุปกรณ์กันตก ร่วมด้วย เช่นที่การโรยตัวกู้ภัย ควรจะฝึกฝน เหตุผลสำคัญ อีกประการ คือ การขาดอุปกรณ์ ที่จะเข้าช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย แม้เจ้าหน้าที่จะโรยตัว ถึงที่หมายแล้วก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะเข้าช่วยเหลือ ผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้ปลอดภัยได้ หรือยังต้องพึ่งพา อุปกรณ์จากหน่วยอื่นๆ

สำหรับทหารและตำรวจ หลายหน่วย ที่ยังคงใช้เชือกเกลียว ผูกเป็นเชือกบุคคล พันรอบสะโพก หรือที่เรียกว่า Swiss Seat มาใช้ในการโรยตัว ซึ่งการโรยตัวลักษณะนี้ มีมาตั้งแต่สมัย ก่อนสงครามเวียดนาม ประมาณปี พ.ศ.2493 (ค.ศ. 1950) ในสมัยที่ทหารอเมริกัน เข้ามาสอน ยุทธวิธีการรบ กับคอมมูนิสต์ ให้กับทหารและ ตำรวจ ในประเทศไทย ในสมัยนั้น ยังไม่มีการใช้ฮาร์เนส เพื่อการโรยตัว ทหารจึงใช้วิธีผูกเชือกบุคคล ซึ่งเป็นเชือกพกพา สารพัดประโยชน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ ทุกคนมีประจำตัว

หากแต่ในปัจจุบัน เหล่าทัพของไทย ยังคงใช้เชือกเกลียว และแสนปลิงค์ (คาราบิเนอร์) อย่างแพร่หลาย ในการฝึกโรยตัว ทั้งๆที่ยุคสมัย และเทคโนโลยี ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่การพัฒนา ด้านการใช้อุปกรณ์ และการฝึก ยังคงไม่ก้าวหน้า ต้องยอมรับถึงปัญหาว่า หากเรายังเดินตามไม่ทัน ความเปลี่ยนแปลง ก็เท่ากับ เราตามหลัง ผู้ที่พัฒนาไปก่อนเรา อยู่ประมาณ 50 กว่าปี คำถาม คือ เมื่อไหร่จะถึงเวลา ปรับเปลี่ยนของกองทัพไทย? ทางออกง่ายๆ คือ พัฒนาความรู้ ความสามารถของกำลังพล ตามด้วยการ พัฒนาอุปกรณ์ เรื่องเหล่านี้ ทำได้ทันที หรือจะต้องรอ?

ในส่วนของเจ้าหน้าที่กู้ภัย , อาสาสมัคร หรือข้าราชการ การมีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวก ในการใช้งาน และการฝึกอบรม เพื่อให้เกิดความผิดพลาด น้อยที่สุด ในการปฏิบัติงาน มีความจำเป็นอย่างมาก การผูกเงื่อนเชือกผิดพลาด, การใช้อุปกรณ์ ที่ไม่มีคุณภาพ, การใช้อุปกรณ์ปีนเขา มาทำงานกู้ภัย, การขาดแคลน อุปกรณ์การแพทย์เบื้องต้น ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่จะทำให้ภารกิจล้มเหลว ซึ่งหมายถึงชีวิต และ ความปลอดภัย ของเจ้าหน้าที่ และผู้ที่รอรับ การช่วยเหลือเช่นกัน

การเลือกใช้อุปกรณ์กู้ภัย จึงต้องพิจารณา จากความเข้าใจอุปกรณ์ , การฝึกอบรมที่ผ่านมา , ประสบการณ์ ของเจ้าหน้าที่ , ภูมิประเทศ และจำนวนของ เจ้าหน้าที่ในทีม ปัจจัยเหล่านี้ มีผลถึงความปลอดภัย ของผู้ใช้ ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้อง ควรทำความเข้าใจ คุณสมบัติของอุปกรณ์ ทั้งในด้านเทคนิค และการนำไปใช้ อย่างปลอดภัย

บริษัท ซี แอร์ ไทย จำกัด ในฐานะตัวแทนจำหน่าย อุปกรณ์กู้ภัยมาตรฐานโลก เรายินดีให้คำแนะนำ กับหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ต้องการทราบ รายละเอียดของอุปกรณ์ เราพร้อมนำเสนอ ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้ท่านและหน่วยงาน ได้รับอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด

ทหารอเมริกัน ฝึกการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากที่สูง ปี 1976, เจ้าหน้าที่กู้ภัยไทย ฝึกการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากที่สูง ปี 2006, ซี แอร์ ไทย ฝึกอบรมเชือกกู้ภัย ให้กับทหารหน่วยรบพิเศษไทย ปี 2006
ทหารอเมริกัน ฝึกการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากที่สูง ปี 1976, เจ้าหน้าที่กู้ภัยไทย ฝึกการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากที่สูง ปี 2006, ซี แอร์ ไทย ฝึกอบรมเชือกกู้ภัย ให้กับทหารหน่วยรบพิเศษไทย ปี 2006

 

มาตรฐานอุปกรณ์โรยตัว
Standard Equipment Used For Rappelling

ฮาร์เนส (Harness) ชนิดของฮาร์เนส ขึ้นอยู่กับลักษณะ การใช้งาน มีทั้งแบบครึ่งตัว, แบบเต็มตัว, เฉพาะช่วงตัวบน และฮาร์เนสเพื่อผู้ประสบภัย เป็นต้น ฮาร์เนสกู้ภัยต้องคำนึงถึง จุดที่รับน้ำหนัก ขนาดและความทนทาน ของแถบเชือก ที่ใช้ทำฮาร์เนส เพื่อการสวมใส่ที่ยาวนาน และปลอดภัย ราคาของฮาร์เนส ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ และความยาก ง่าย ในการผลิต, ควรจัดให้เป็น อุปกรณ์ประจำตัว ของสมาชิกในทีม

เชือกกู้ภัย (Static Rope) สิ่งที่ควรทราบ คือ คุณสมบัติของเชือกที่ใช้, วัสดุที่ใช้ผลิตเชือก, ขนาดของเชือก, ความยาวของเชือก, ชนิดของเชือก, อัตราการ รับน้ำหนักของเชือก ไปจนถึงการทำเงื่อน ที่ให้ความแข็งแรง และปลอดภัย กับเชือกที่ใช้ ขนาดที่สัมพันธ์กับ การรับน้ำหนักที่ถูกต้อง ความสูงของ สถานที่ที่จะใช้เชือก, จำนวนขึ้นอยู่กับ จุดที่ต้องการใช้ลงหรือเข้าถึง และอาจแบ่งเป็น เชือกหลัก และเชือกเซฟตี้ หรือเชือกสำรอง หากเกิดปัญหาขึ้น กับเชือกเส้นหลัก อุปกรณ์อื่นๆ ที่เข้ามาประกอบร่วมกัน ให้การใช้เชือก มีความปลอดภัย

คาราบิเนอร์ (Carabiner) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ เกี่ยวยึดเชือก และอุปกรณ์ต่างๆ ควรคำนึงถึง อัตราการรับน้ำหนัก ของอุปกรณ์ วัสดุที่ใช้ และระบบล็อค ควรมีสำรอง ใช้ประจำตัวเจ้าหน้าที่ทุกคน

ถุงมือโรยตัว (Rappel Gloves) ควรเป็นชนิดที่กันความร้อน และผลิตด้วย วัสดุที่ทนทาน ซึ่งนอกจากจะใช้ โรยตัวแล้ว ควรคำนึงกระชับมือ ในการผูกเชือก และปฏิบัติงานอื่นๆได้อย่างคล่องตัว และใช้วัสดุ ระบายความร้อนได้ดี ควรจัดให้เป็น อุปกรณ์ประจำตัว ของสมาชิกในทีม

หมวกกันกระแทก (Helmet) จำเป็นในการปกป้อง ศีรษะจากความร้อน, วัสดุแข็ง, แหลมหรือมีน้ำหนัก ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอาจจะตกลงมา ทำอันตรายเจ้าหน้าที่ ได้ทุกเมื่อ, ต้องเป็นแบบ มีสายรัดคาง และควรจัดให้เป็น อุปกรณ์ประจำตัว ของสมาชิกในทีม

ห่วงรูปเลข 8 (Figure 8) เป็นอุปกรณ์ใช้ในการ ควบคุมการโรยตัวลง และผ่อนเชือก ขนาดที่ใช้ ควรให้เหมาะสม กับขนาดของเชือก, จำนวนขึ้นอยู่กับ ผู้ที่จะเข้าปฏิบัติงาน หากต้องการความรวดเร็ว ในการเข้าถึงที่หมาย ควรจัดให้มี ครบตามจำนวนคน

เชือกเงื่อนพรูสิค ขนาด 5-6 ฟุต (Prusik Cord) ใช้เป็นเชือก ป้องกันการตก เป็นเงื่อนเชือก ที่ช่วยให้การโรยตัว มีความปลอดภัย และผู้โรยตัว สามารถควบคุม ตำแหน่งที่ต้องการ จะหยุดได้เอง , จำนวนขึ้นอยู่กับ จำนวนสมาชิกในทีม และควรมีสำรอง เพื่อช่วยเป็นเงื่อนเชือก ป้องกันการตก ข้อควรระวัง หากผู้ใช้ไม่เข้าใจ หลักการทำงานของเงื่อน จะเกิดอันตราย ต้องตรวจดูพรูสิคทุกครั้ง ให้สามารถจับเชือกได้ ก่อนการโรยตัว หรือลงจากเชือก

สายโยงหลัก (Anchor Strap) เป็นอุปกรณ์สำคัญ ในการติดตั้งสถานีเชือก เป็นแถบเชือก ที่มีความมั่นคงแข็งแรง ในการพันหลัก , ควรมีความยาว มากพอในการพันหลัก หลายๆรอบ , จำนวนควรมี อย่างน้อย 2 เส้น

ปลอกรองเชือก และแผ่นรองขอบ (Edge Protector) เชือกเป็นสิ่งสำคัญ ในการโรยตัว ที่จำเป็นต้องมี อุปกรณ์ป้องกัน ไม่ให้เกิดการขาด หรือบิดตัว จนเป็นอุปสรรค ในการทำงาน ปลอกรองเชือก จะช่วยป้องกันเชือก เสียดสีกับ มุมของอาคาร หรือหินแหลม แผ่นรองขอบ ที่รองตามขอบ และมุมต่างๆจะช่วยกันการ สึกหรอของเชือก และยืดอายุการใช้งาน ของเชือกได้ดี, จำนวนขึ้นอยู่กับ พื้นที่ที่จะใช้ ทำสถานีโรยตัว ควรมีตามจำนวน ของเชือกและมุม ที่เชือกต้องวิ่งผ่าน

แถบเชือก (Tubular Webbing) แถบเชือกแบบแบน ขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ เอนกประสงค์ ในการโรยตัว และผูกยึดกับ หลักโยงเชือก , ผูกโยงหลัก หรือผูกยึดผู้ป่วย เข้ากับเปล ต้องมีอัตราการ รับน้ำหนักที่ได้มาตรฐาน , จำนวนขึ้นอยู่กับ ความต้องการใช้งาน ได้อย่างปลอดภัย ควรมี 2 เส้น ความยาว 12 ฟุต หรือ 20 ฟุต เป็นอย่างน้อย

ถุงเก็บอุปกรณ์ (Equipment Bag) เพื่อความสะดวก ในการจัดเก็บอุปกรณ์ และการใช้งาน ได้อย่างเป็นระเบียบ และรักษาอายุ การใช้งานของอุปกรณ์ ป้องกันอุปกรณ์ จากความชื้น การสึกหรอ การสูญหาย ฯ

ซี แอร์ ไทย ฝึกอบรมเชือกกู้ภัย ให้กับทหารหน่วยรบพิเศษไทย ปี 2006, หน่วยสงครามพิเศษทางเรือสหรัฐ ฝึกช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2003
ซี แอร์ ไทย ฝึกอบรมเชือกกู้ภัย ให้กับทหารหน่วยรบพิเศษไทย ปี 2006, หน่วยสงครามพิเศษทางเรือสหรัฐ ฝึกช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2003

 

อุปกรณ์การแพทย์กับงานเชือกกู้ภัย
Medical Equipment For Use With Rope Rescue

ในงานกู้ภัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นทหาร , ตำรวจหรือพลเรือน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ควรมีความเข้าใจ และได้รับการฝึก ทั้งเทคนิคและ วิธีใช้งานอุปกรณ์ เพื่อให้ปฏิบัติงาน ได้อย่างปลอดภัย ต้องไม่ลืมว่า อุปกรณ์กู้ภัย ใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิต หากใช้งานผิด ก็สามารถ ปลิดชีวิตได้

นอกเหนือจาก อุปกรณ์ประจำตัว ของเจ้าหน้าที่ (Personal Protective Equipment) หน่วยงานควรจัดหา อุปกรณ์ในการช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย (Victim Rescue Equipment) ร่วมด้วย เช่น ชุดปฐมพยาบาล ประจำตัว (Personal First Aid Kit) และประจำทีม (Team First Aid Kit), เปลกู้ภัย (Stretcher/Litter), เฝือกดามคอ (Neck Brace), แผ่นรองหลัง (Spinal Board), ฮาร์เนสสำหรับ ผู้ประสบภัย (Victim Harness), เฝือกอ่อน (Splint), คาราบิเนอร์ (Carabiner), แถบเชือกเอนกประสงค์ (Tubular Webbing) และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น

เจ้าหน้าที่ควรฝึกอบรม การใช้งานเปลกู้ภัย อย่างถูกวิธี และสามารถ นำผู้ป่วยขึ้นและลง จากที่สูง มาสู่หน่วยแพทย์ เพื่อรอการรักษา ได้อย่างถูกต้องปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยบิน ซึ่งทำงานเกี่ยวข้อง กับการกู้ภัยบนที่สูง หรืออากาศยาน ควรมีอุปกรณ์ประจำตัว ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมในการปฏิบัติ ภารกิจที่เสี่ยงอันตราย ไม่เพียงแต่อุปกรณ์ ประจำตัวเท่านั้น ท่านเหล่านี้ ควรได้รับการสนับสนุน การฝึกอบรม การนำส่งผู้ป่วย ก่อนถึงมือแพทย์ (Pre-Hospital Training) และมีอุปกรณ์ พร้อมช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยได้ทันที และจัดให้เป็นภารกิจหลัก เพื่อทบทวนการฝึก อย่างสม่ำเสมอ และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องขอ กำลังสนับสนุน จากหน่วยงานอื่นๆ ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ

 

Sea Air Thai Co., Ltd.
21 Soi Watcharapon Room 2A-2
Platinum Place
Tharaeng Bangkhen, Bangkok 10230
Thailand.
Tel: +66-2-793-4544
Mobile: +66-8-7900-0783
บริษัท ซี แอร์ ไทย จำกัด
21 ซ.วัชรพล ห้อง 2A-2
อาคาร เดอะแพลทินั่ม เพลส
แขวงท่าแร้ง บางเขน กทม.10230
ประเทศไทย
โทร. 02-793-4544
มือถือ: 08-7900-0783

© 2010 Sea Air Thai: อุปกรณ์กู้ภัย, เทคนิคการกู้ภัยขั้นสูง, เชือกกู้ภัย, อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ, เสื้อชูชีพ, อุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ, กู้ภัยทางอากาศยาน