หน้าหลัก arrow การกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ arrow ข้อควรคำนึงก่อนการทำงานกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ
ข้อควรคำนึงก่อนการทำงานกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ

 ข้อควรคำนึงก่อนการทำงานกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ

 

ข้อควรคำนึงก่อนการทำงานกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ
First Thoughts for Confined Space Rescue

ปัจจุบันประเทศไทย ตื่นตัวเรื่องความปลอดภัย และระบบงานกู้ภัย ที่ต้องใช้เทคนิค และความชำนาญ ของเจ้าหน้าที่ในการกู้ภัย รวมทั้งอุปกรณ์การกู้ภัย ที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งเรียกว่า Technical Rescue กันมากขึ้น

หนึ่งในงาน Technical Rescue ที่มีความเสี่ยงและอันตราย ที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ ได้แก่ การกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ หรือ Confined Space Rescue ซึ่งมีอุปสรรค เรื่องปริมาณอากาศ ที่มนุษย์สามารถหายใจได้, สภาพลักษณะของพื้นที่, สารเคมีแวดล้อม และแก๊สที่ไม่อาจมองเห็น ได้ด้วยตาหรือดมกลิ่น แต่สามารถติดไฟหรือระเบิดขึ้นได้ เข้ามาเกี่ยวข้อง

สิ่งที่ผู้ประกอบการ, นายจ้าง, ลูกจ้าง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ควรศึกษาเพื่อเป็นแนวทาง ป้องกันการบาดเจ็บ และเสียชีวิต ในการทำงาน หรือการกู้ภัย ในพื้นที่อับอากาศ มีดังต่อไปนี้

การเข้ากู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ Confined Space Rescue มี 2 รูปแบบ

1. Non-Entry Rescue คือ การที่มีผู้เข้าถึง พื้นที่อับอากาศ อย่างน้อย 1 คน และเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลความปลอดภัย ประจำอยู่ด้านนอก อย่างน้อย 1 คน พร้อมด้วยอุปกรณ์ ในการเข้าถึงเพื่อทำงาน หรือเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน ในกรณีผู้เข้าถึงพื้นที่ด้านใน ได้รับอันตราย โดยที่ทีมกู้ภัยไม่จำเป็น ต้องเข้าไปในพื้นที่ อับอากาศดังกล่าว ซึ่งการเข้าถึงพื้นที่อับอากาศ จำเป็นต้องใช้ เชือกหรือสายเคเบิล จากรอกกว้านกู้ภัย เกี่ยวติดอยู่กับฮาร์เนส ของผู้เข้าถึงพื้นที่ บริเวณช่วงกลางด้านหลัง อยู่ตลอดเวลา และจำเป็นต้องมี ระบบการสื่อสาร ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้เข้าถึง พื้นที่อับอากาศ และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ความปลอดภัยด้านนอก เช่น นกหวีด, วิทยุสื่อสาร หรืออุปกรณ์สื่อสาร ในพื้นที่อับอากาศ เพื่อช่วยในกรณีเกิดเหตุ ที่ต้องการดึงตัวผู้ที่ติดอยู่ด้านใน ออกจากพื้นที่อับอากาศ ได้อย่างทันท่วงที ในกรณีที่ ไม่มีความจำเป็น ในการให้ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัย เข้าถึงพื้นที่ด้านใน ควรเลือกปฏิบัติด้วยวิธีนี้

อุปกรณ์ที่ใช้ : ควรใช้อุปกรณ์ที่มี ความเหมาะสมต่อพื้นที่ และเอื้อต่อการ เคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย ออกจากพื้นที่อับอากาศ โดยเร็วที่สุด เช่น ชุดอุปกรณ์สามขา สำหรับพื้นที่แคบ ในแนวดิ่ง, รอกกว้านติดสามขา ซึ่งมีแรงดึงสูงกว่า รอกทดแรงปกติ, ชุดอุปกรณ์ประกอบรอกกว้าน, เครื่องวัดปริมาณแก๊ส, ฮาร์เนสเพื่อการทำงาน ในพื้นที่อับอากาศ, ไฟฉุกเฉินประจำตัว, อุปกรณ์สื่อสาร เช่น นกหวีด, วิทยุสื่อสาร และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล เช่น ออกซิเจนฉุกเฉิน, เปลเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน เป็นต้น

2. Entry Rescue คือ การกู้ภัยที่จำเป็นจะต้องให้ทีมกู้ภัย ที่มีความชำนาญ และได้รับอนุญาต เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่อับอากาศ เช่น ในพื้นที่ปิดหรือถังดัก, โรงกลั่นน้ำมัน หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการขาดอากาศหายใจ หรือเกิดประกายไฟขึ้นด้านใน และไม่สามารถดึง ผู้ที่ติดอยู่ด้านใน ออกจากที่เกิดเหตุ ในลักษณะดึงขึ้นในแนวดิ่ง ซึ่งทีมกู้ภัยที่เข้าถึงพื้นที่ จึงต้องมีความชำนาญสูง ผ่านการอบรมและเข้าใจอุปกรณ์เป็นอย่างดี รวมถึงได้รับอนุญาต จากหัวหน้างาน ซึ่งผ่านการอบรม การกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ ตามที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือ จะต้องมีอุปกรณ์ช่วยหายใจ, เครื่องวัดปริมาณแก๊ส, เรียนรู้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย, เรียนรู้การช่วยเหลือ ฉุกเฉินทางการแพทย์, เรียนรู้การเข้าถึง ที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และนำผู้ป่วยซึ่งหมดสติ หรือได้รับบาดเจ็บ ออกจากพื้นที่อับอากาศ ได้อย่างปลอดภัย และทันท่วงที

อุปกรณ์ที่ใช้ : ควรมีอุปกรณ์กู้ภัย ในพื้นที่อับอากาศเต็มรูปแบบ ชุดรอกกว้านกู้ภัย, เครื่องช่วยหายใจ, เครื่องวัดปริมาณแก๊ส, ฮาร์เนสเพื่อการทำงาน ในพื้นที่อับอากาศ, ฮาร์เนสสำหรับ ผู้ประสบภัย, พัดลมเป่าและดูดอากาศ, วิทยุสื่อสาร, เปลเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน, อุปกรณ์ปฐมพยาบาล, ออกซิเจนฉุกเฉิน, ไฟฉุกเฉินประจำตัว เป็นต้น

ประเมินความเสี่ยงและการใช้งานอุปกรณ์ที่เหมาะสม
Risk and Equipments Analysis

การเลือกใช้งานอุปกรณ์ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของสถานที่ โดยสำรวจว่าพื้นที่ใช้งาน มีความเสี่ยงสูง และมีอันตรายในขั้นที่ ต้องได้รับอนุญาต ก่อนการเข้าถึง หรือเรียกว่าเป็น Permit Required ผู้ทำการอนุมัติ, ผู้ช่วย, ผู้เข้าถึงพื้นที่ จะต้องผ่านการอบรม และรับรองการกู้ภัย ในพื้นที่อับอากาศ ตามที่กฎหมายกำหนด และจัดหาอุปกรณ์ เพื่อรองรับความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นดังนี้

1. ปริมาณอากาศในพื้นที่: มีอากาศเพียงพอต่อการหายใจหรือไม่ ประเมินว่าหากผู้ประสบภัย ไม่สามารถหายใจได้ภายใน 2 นาที หัวใจจะหยุดเต้น และหากหัวใจหยุดเต้น ในระหว่าง 4-6 นาที สมองจะตายถาวร ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงอุปกรณ์ ที่สามารถอพยพผู้ประสบภัย ออกจากที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุด เช่น รอกกว้าน, ฮาร์เนสประจำตัว, เครื่องช่วยหายใจ, วิทยุสื่อสาร, อุปกรณ์ปฐมพยาบาล, ออกซิเจนฉุกเฉิน ฯ

2. การเกิดประกายไฟ: บริเวณดังกล่าว มีแก๊สไวไฟ, สารเคมี ฯ ที่ก่อให้เกิดประกายไฟได้หรือไม่ การพิจารณาการเกิดประกายไฟ ไม่สามารถใช้การคาดคะเน ต้องใช้อุปกรณ์วัดปริมาณแก๊สเข้าช่วย เพื่อใช้อุปกรณ์วัดปริมาณแก๊ส ที่เหมาะสมกับแก๊สในบรรยากาศ

3. แนวโน้มการพังทลาย: เช่น กำแพงสองข้าง สามารถถล่มลงมาทับ หรือปากทางเข้ากว้างแต่เรียว และแคบลงบริเวณด้านใน ทำให้คนที่ติดอยู่ด้านใน ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ง่าย หรืออาจหมดสติ จากการไม่มี อากาศหายใจหรือไม่

4. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ: เช่น ความชื้น, ความร้อน, ควัน, เสียงรบกวน, ระบบไฟฟ้า, กระแสลม, ขอบแหลมคม, ถังแก๊สหรือสิ่งไวไฟ ฯ ที่ต้องคำนึงถึงหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความเสี่ยงของพื้นที่ ว่าควรควบคุมให้เกิด ความปลอดภัยสูงสุดได้อย่างไร และควรมีอุปกรณ์ใดที่จำเป็น

5. สาเหตุของการบาดเจ็บ: ประเมินอาการบาดเจ็บ ของผู้ประสบภัย เช่น หมดสติเนื่องมาจากสาเหตุอะไร ขาดอากาศหายใจ หรือล้มกระแทกพื้น และได้รับบาดเจ็บ บริเวณกระดูกคอ และกระดูกสันหลัง ร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อการเลือกใช้อุปกรณ์ ปฐมพยาบาลฉุกเฉิน ที่เหมาะสมต่อการช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ประสบภัย ออกจากพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัยสูงสุด

6. บุคคลกรที่ปฏิบัติงาน: ประเมินว่ามีเจ้าหน้าที่ ซึ่งผ่านการอบรม และได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีความเข้าใจอุปกรณ์ เพียงพอที่จะปฏิบัติงาน ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เนื่องจากการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง หรืออาศัยเจ้าหน้าที่ เพียงคนเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความเสี่ยงของพื้นที่ว่า ควรมีอุปกรณ์ใดที่จำเป็น โดยใช้หลักการ ลดทอนความเสี่ยง รวดเร็ว และช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้ออกจากพื้นที่ ได้อย่างปลอดภัยสูงสุด การอบรมในประเทศไทย เป็นไปตามกฎของ กระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2547

7. อุปกรณ์มีมาตรฐานพร้อมใช้งาน: อุปกรณ์ต่างๆมีความปลอดภัย ต่อการปฏิบัติงานหรือไม่, การบำรุงรักษาอุปกรณ์, การฝึกใช้งานอุปกรณ์ ประเมินว่ามีอุปกรณ์ ที่สามารถใช้งานได้ทันที และไม่ก่อให้เกิดอันตราย ครบถ้วนตามจำนวนเจ้าหน้าที่ ที่ลงไปปฏิบัติงาน ในพื้นที่อับอากาศหรือไม่

8. ระบบแผนสำรอง: การเข้าถึงพื้นที่ มีความพร้อมและปลอดภัย เพียงพอหรือไม่ ประเมินว่าจุดอ่อน ของระบบงาน ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ได้มีการทำระบบสำรอง เพื่อรองรับ ในกรณีฉุกเฉินหรือไม่ เช่น ในกรณีที่อุปกรณ์ ส่วนหนึ่งส่วนใด เกิดชำรุดเสียหาย ระหว่างปฏิบัติงาน ซึ่งอาจทำให้งานโดยรวม หยุดชะงักหรือเสียหาย ระบบสำรองนี้ ทำขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า หากมีความผิดพลาด ขึ้นไม่ว่า ณ จุดใด งานทั้งหมดก็จะไม่เสียหาย

Confined Space Rescue Guideline
แนวทางความปลอดภัยเพื่อการกู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ

ทั้งผู้ที่ปฏิบัติงานภายใน หรือรอบนอกพื้นที่อับอากาศ จะต้องได้รับการฝึกอบรม เพื่อเข้าใจถึงความหมาย และความเสี่ยง ของการทำงาน ในพื้นที่อับอากาศ อย่างแท้จริง เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้อง กับการทำงาน ในพื้นที่อับอากาศ จะต้องมีความรู้ ในกระบวนการ และเทคนิคการกู้ภัยที่เกี่ยวข้อง และคำนึงถึงแนวทาง ความปลอดภัย ซึ่งเราได้รวบรวมไว้ดังนี้

1. ใช้ระเบียบการทำงาน ในพื้นที่อับอากาศ เช่นเดียวกับพื้นที่อันตราย

2. จัดอุปกรณ์ ป้องกันภัยส่วนบุคคล อย่างเหมาะสมและครบถ้วน ตามจำนวนผู้ปฏิบัติงาน

3. ตรวจวัดปริมาณแก๊ส ก่อนการเข้าถึง และภายในพื้นที่นั่นอย่างต่อเนื่อง

4. ห้ามใช้การคาดคะเนหรือตัดสิน จากความรู้สึกของตัวท่านเอง ว่าอากาศในพื้นที่นั้นๆปลอดภัย เนื่องจากประสาทสัมผัสของมนุษย์ ไม่สามารถมองเห็น หรือได้กลิ่นแก๊สพิษ และไอระเหย ที่มีอยู่มากมาย และไม่สามารถสรุปเอาได้ว่า ณ ที่นั่น มีออกซิเจนเพียงพอ ต่อการหายใจหรือไม่

5. จะต้องมีเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้รับการอบรมการใช้งาน อุปกรณ์อย่างถูกวิธี เป็นผู้ตรวจสอบการทำงาน ของอุปกรณ์ ก่อนการใช้งาน โดยอุปกรณ์การตรวจวัดดังกล่าว ต้องมีความสามารถตรวจวัด ปริมาณออกซิเจน, ปริมาณแก๊สไวไฟ, ไอระเหย, แก๊สพิษ และสารเคมีอันตรายที่เจือปนในอากาศได้

6. ผู้สังเกตุการณ์ มีหน้าที่จดบันทึกการเข้า-ออกพื้นที่อับอากาศ ของบุคคลที่ได้รับอนุญาต เข้าไปในพื้นที่อับอากาศ

7. ตรวจให้มั่นใจว่า ปริมาณแก๊สในอากาศ ถูกควบคุมให้อยู่ ในระดับสม่ำเสมอ โดยใช้อุปกรณ์ซึ่งช่วยรักษา การไหลเวียน ของอากาศในพื้นที่ เช่น พัดลมเป่าและดูดอากาศ เป็นต้น

8. ในสถานการณ์ที่ ไม่สามารถควบคุมปริมาณแก๊ส ในระดับที่ปลอดภัยได้ ให้ประเมินความเสี่ยงว่า การเข้าพื้นที่มีความจำเป็นมากพอ หรือสามารถปฏิบัติงาน จากด้านนอกของพื้นที่ อับอากาศดังกล่าวได้ เมื่อการเข้าพื้นที่มีความจำเป็น อุปกรณ์ช่วยหายใจที่เหมาะสม ควรจะมีสำหรับผู้ปฏิบัติ ที่ผ่านการฝึกอบรม และเข้าใจการใช้งาน รวมถึงข้อจำกัด ของอุปกรณ์มาแล้ว

9. ต้องแน่ใจว่ามี เจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัย กำลังปฏิบัติงานอยู่ด้านนอก ในกรณีที่ผู้อยู่ด้านใน ต้องการความช่วยเหลือ ต้องมั่นใจว่ามีระบบสำรอง หรือแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที

10. ต้องแน่ใจว่ามีระบบการสื่อสาร เช่น วิทยุสื่อสาร, สายส่งสัญญาณ และระบบสนับสนุน การปฏิบัติงานต่างๆ ที่ปลอดภัย ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้เข้าไปในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ผู้ให้ความช่วยเหลือ บริเวณด้านนอก

11. ออกจากพื้นที่โดยทันที ที่มีสภาวะไม่ปลอดภัยเกิดขึ้น

12. ต้องมั่นใจว่า โครงสร้างอาคารมีความปลอดภัย จากการถล่มหรือพังทลาย ประเมินสภาพพื้นที่ ความกว้าง-แคบ-สูงและลาดชันของพื้นที่ ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติงาน ในพื้นที่เสี่ยงภัย และอับอากาศนั้นๆ

13. ใช้อุปกรณ์ป้องกันภัย ส่วนบุคคลที่เหมาะสม กับพื้นที่และการใช้งาน ในพื้นที่อับอากาศนั้นๆ เช่น แว่นตานิรภัย, หน้ากากกันแก๊ส, หมวกกันกระแทก, รองเท้า, เครื่องช่วยหายใจ, ชุดถังอากาศเฉพาะบุคคล, สายช่วยชีวิต, เข็มขัดกันตก, เชือกกู้ภัย และสายรัดตัว หรือฮาร์เนส โดยที่ด้านบน มีผู้ดูแลความปลอดภัย คอยควบคุมดูแลการทำงานของระบบเชือก รวมทั้งอุปกรณ์การสื่อสาร ที่จำเป็นอยู่ตลอดเวลา ฯ

14. ต้องมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย ในพื้นที่อับอากาศ, ผู้ช่วยเหลือ และหัวหน้างาน ผ่านการอบรมอย่างถูกต้อง

15. ก่อนการเข้าปฏิบัติงาน ในพื้นที่อับอากาศ ต้องควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า, ระบบแก็ส, แรงดัน, น้ำมัน หรือ แหล่งเชื้อเพลิงอื่นๆ, น้ำ, ความชื้น, ระบบบำบัด, เครื่องจักรที่กำลังทำงาน ฯ ออกจากพื้นที่อับอากาศนั้น

16. เมื่อทราบว่าพื้นที่ดังกล่าว จัดอยู่ในประเภทพื้นที่อับอากาศแล้ว ให้แสดงป้าย หรือสัญญาณเตือน บอกให้ผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ หรือบุคคลภายนอกทราบ, จัดเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวังเหตุ ถ้าเป็นไปได้ให้ปิดกั้น การเข้าออกไว้ด้วย

17. อย่าพยายามเข้าไปใน พื้นที่อับอากาศโดยลำพัง เพื่อพยายามช่วยเหลือผู้อื่น ในกรณีฉุกเฉิน หากว่าคุณปราศจากการฝึกอบรม และเรียนรู้กระบวนการ กู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ ที่มีความปลอดภัย ต่อการเข้าถึงมาก่อน และจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ การปฏิบัติงาน และอุปกรณ์ป้องกันภัย ส่วนบุคคลที่เหมาะสมด้วย

การเลือกซื้ออุปกรณ์กู้ภัย จำเป็นต้องคำนึงถึง ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งลักษณะงาน, ความชำนาญของเจ้าหน้าที่, อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน และเชื่อถือได้ เพื่อให้การปฏิบัติงาน เกิดผลสำเร็จสูงสุด เพราะการเลือกใช้อุปกรณ์ โดยยึดเอาราคาเป็นตัวตั้ง โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ และความเหมาะสม นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว กลับจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง และอันตรายให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งไม่คุ้มค่ากับ ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นผู้มีอำนาจซื้อ จำเป็นจะต้องศึกษา ถึงความคุ้มค่าที่แท้จริง ซึ่งถือเป็นการลงทุน เพื่อสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของชีวิต ที่ไม่อาจประเมินค่าได้

 

Sea Air Thai Co., Ltd.
21 Soi Watcharapon Room 2A-2
Platinum Place
Tharaeng Bangkhen, Bangkok 10230
Thailand.
Tel: +66-2-793-4544
Mobile: +66-8-7900-0783
บริษัท ซี แอร์ ไทย จำกัด
21 ซ.วัชรพล ห้อง 2A-2
อาคาร เดอะแพลทินั่ม เพลส
แขวงท่าแร้ง บางเขน กทม.10230
ประเทศไทย
โทร. 02-793-4544
มือถือ: 08-7900-0783

© 2012 Sea Air Thai: อุปกรณ์กู้ภัย, เทคนิคการกู้ภัยขั้นสูง, เชือกกู้ภัย, อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ, เสื้อชูชีพ, อุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ, กู้ภัยทางอากาศยาน