| ทั้งผู้ที่ปฏิบัติงานภายใน หรือรอบนอกพื้นที่อับอากาศ จะต้องได้รับการฝึกอบรม เพื่อเข้าใจถึงความหมาย และความเสี่ยง ของการทำงาน ในพื้นที่อับอากาศ อย่างแท้จริง เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้อง กับการทำงาน ในพื้นที่อับอากาศ จะต้องมีความรู้ ในกระบวนการ และเทคนิคการกู้ภัยที่เกี่ยวข้อง และคำนึงถึงแนวทาง ความปลอดภัย ซึ่งเราได้รวบรวมไว้ดังนี้ 1. ใช้ระเบียบการทำงาน ในพื้นที่อับอากาศ เช่นเดียวกับพื้นที่อันตราย 2. จัดอุปกรณ์ ป้องกันภัยส่วนบุคคล อย่างเหมาะสมและครบถ้วน ตามจำนวนผู้ปฏิบัติงาน 3. ตรวจวัดปริมาณแก๊ส ก่อนการเข้าถึง และภายในพื้นที่นั่นอย่างต่อเนื่อง 4. ห้ามใช้การคาดคะเนหรือตัดสิน จากความรู้สึกของตัวท่านเอง ว่าอากาศในพื้นที่นั้นๆปลอดภัย เนื่องจากประสาทสัมผัสของมนุษย์ ไม่สามารถมองเห็น หรือได้กลิ่นแก๊สพิษ และไอระเหย ที่มีอยู่มากมาย และไม่สามารถสรุปเอาได้ว่า ณ ที่นั่น มีออกซิเจนเพียงพอ ต่อการหายใจหรือไม่ 5. จะต้องมีเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้รับการอบรมการใช้งาน อุปกรณ์อย่างถูกวิธี เป็นผู้ตรวจสอบการทำงาน ของอุปกรณ์ ก่อนการใช้งาน โดยอุปกรณ์การตรวจวัดดังกล่าว ต้องมีความสามารถตรวจวัด ปริมาณออกซิเจน, ปริมาณแก๊สไวไฟ, ไอระเหย, แก๊สพิษ และสารเคมีอันตรายที่เจือปนในอากาศได้ 6. ผู้สังเกตุการณ์ มีหน้าที่จดบันทึกการเข้า-ออกพื้นที่อับอากาศ ของบุคคลที่ได้รับอนุญาต เข้าไปในพื้นที่อับอากาศ 7. ตรวจให้มั่นใจว่า ปริมาณแก๊สในอากาศ ถูกควบคุมให้อยู่ ในระดับสม่ำเสมอ โดยใช้อุปกรณ์ซึ่งช่วยรักษา การไหลเวียน ของอากาศในพื้นที่ เช่น พัดลมเป่าและดูดอากาศ เป็นต้น 8. ในสถานการณ์ที่ ไม่สามารถควบคุมปริมาณแก๊ส ในระดับที่ปลอดภัยได้ ให้ประเมินความเสี่ยงว่า การเข้าพื้นที่มีความจำเป็นมากพอ หรือสามารถปฏิบัติงาน จากด้านนอกของพื้นที่ อับอากาศดังกล่าวได้ เมื่อการเข้าพื้นที่มีความจำเป็น อุปกรณ์ช่วยหายใจที่เหมาะสม ควรจะมีสำหรับผู้ปฏิบัติ ที่ผ่านการฝึกอบรม และเข้าใจการใช้งาน รวมถึงข้อจำกัด ของอุปกรณ์มาแล้ว 9. ต้องแน่ใจว่ามี เจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัย กำลังปฏิบัติงานอยู่ด้านนอก ในกรณีที่ผู้อยู่ด้านใน ต้องการความช่วยเหลือ ต้องมั่นใจว่ามีระบบสำรอง หรือแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที 10. ต้องแน่ใจว่ามีระบบการสื่อสาร เช่น วิทยุสื่อสาร, สายส่งสัญญาณ และระบบสนับสนุน การปฏิบัติงานต่างๆ ที่ปลอดภัย ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้เข้าไปในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ผู้ให้ความช่วยเหลือ บริเวณด้านนอก 11. ออกจากพื้นที่โดยทันที ที่มีสภาวะไม่ปลอดภัยเกิดขึ้น 12. ต้องมั่นใจว่า โครงสร้างอาคารมีความปลอดภัย จากการถล่มหรือพังทลาย ประเมินสภาพพื้นที่ ความกว้าง-แคบ-สูงและลาดชันของพื้นที่ ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติงาน ในพื้นที่เสี่ยงภัย และอับอากาศนั้นๆ 13. ใช้อุปกรณ์ป้องกันภัย ส่วนบุคคลที่เหมาะสม กับพื้นที่และการใช้งาน ในพื้นที่อับอากาศนั้นๆ เช่น แว่นตานิรภัย, หน้ากากกันแก๊ส, หมวกกันกระแทก, รองเท้า, เครื่องช่วยหายใจ, ชุดถังอากาศเฉพาะบุคคล, สายช่วยชีวิต, เข็มขัดกันตก, เชือกกู้ภัย และสายรัดตัว หรือฮาร์เนส โดยที่ด้านบน มีผู้ดูแลความปลอดภัย คอยควบคุมดูแลการทำงานของระบบเชือก รวมทั้งอุปกรณ์การสื่อสาร ที่จำเป็นอยู่ตลอดเวลา ฯ 14. ต้องมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย ในพื้นที่อับอากาศ, ผู้ช่วยเหลือ และหัวหน้างาน ผ่านการอบรมอย่างถูกต้อง 15. ก่อนการเข้าปฏิบัติงาน ในพื้นที่อับอากาศ ต้องควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า, ระบบแก็ส, แรงดัน, น้ำมัน หรือ แหล่งเชื้อเพลิงอื่นๆ, น้ำ, ความชื้น, ระบบบำบัด, เครื่องจักรที่กำลังทำงาน ฯ ออกจากพื้นที่อับอากาศนั้น 16. เมื่อทราบว่าพื้นที่ดังกล่าว จัดอยู่ในประเภทพื้นที่อับอากาศแล้ว ให้แสดงป้าย หรือสัญญาณเตือน บอกให้ผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ หรือบุคคลภายนอกทราบ, จัดเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวังเหตุ ถ้าเป็นไปได้ให้ปิดกั้น การเข้าออกไว้ด้วย 17. อย่าพยายามเข้าไปใน พื้นที่อับอากาศโดยลำพัง เพื่อพยายามช่วยเหลือผู้อื่น ในกรณีฉุกเฉิน หากว่าคุณปราศจากการฝึกอบรม และเรียนรู้กระบวนการ กู้ภัยในพื้นที่อับอากาศ ที่มีความปลอดภัย ต่อการเข้าถึงมาก่อน และจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ การปฏิบัติงาน และอุปกรณ์ป้องกันภัย ส่วนบุคคลที่เหมาะสมด้วย การเลือกซื้ออุปกรณ์กู้ภัย จำเป็นต้องคำนึงถึง ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งลักษณะงาน, ความชำนาญของเจ้าหน้าที่, อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน และเชื่อถือได้ เพื่อให้การปฏิบัติงาน เกิดผลสำเร็จสูงสุด เพราะการเลือกใช้อุปกรณ์ โดยยึดเอาราคาเป็นตัวตั้ง โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ และความเหมาะสม นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว กลับจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง และอันตรายให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งไม่คุ้มค่ากับ ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นผู้มีอำนาจซื้อ จำเป็นจะต้องศึกษา ถึงความคุ้มค่าที่แท้จริง ซึ่งถือเป็นการลงทุน เพื่อสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของชีวิต ที่ไม่อาจประเมินค่าได้ |