เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง Paramedic จากหน่วยบินช่วยชีวิตที่ 5 สำนักงานตำรวจอำเภอ LASD Air 5 ขณะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากมอเตอร์ไซด์ล้ม ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ Angeles National Forest

ข้อมูลวิเคราะห์กรณี อุบัติเหตุของนักศึกษาไทยในพื้นที่เขตเฟรสโน มลรัฐแคลิฟอร์เนีย (Fresno County) เชื่อว่าหลายท่านยังคงมีคำถาม โดยเฉพาะการทำงานของเจ้าหน้าที่กู้ภัยในสหรัฐอเมริกา และมุมมองของนักกู้ภัยอเมริกันต่อเหตุ 2 นักศึกษาไทย บทสัมภาษณ์ผู้ทำงานจริง โปรดติดตามข้อมูล ที่น่าสนใจได้ที่ Sea Air Thai Facebook ขอบคุณครับ

ในเมืองใหญ่ที่เรารู้จักกันดี อย่างนครลอสแองเจอลิส Los Angeles County ซึ่งมีประชากรราว ๆ 11 ล้านคน มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นมากมายรายวัน เจ้าหน้าที่หน่วยค้นหาและกู้ภัย เขาทำงานกันอย่างไร ติดตามอ่านได้จากบทสัมภาษณ์นี้ครับ

ภาพการฝึกของทีมค้นหาและกู้ภัย Malibu Search and Rescue ร่วมกับเจ้าหน้าที่ LASD Air 5

คำถาม : ขอทราบประวัติการทำงาน ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาและกู้ภัย (SAR) ด้วยครับ
“ผมรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ค้นหาและกู้ภัย และเป็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง (Search And Rescue Paramedic) หน่วยบินช่วยชีวิตที่ 5 ของสำนักงานตำรวจประจำอำเภอ Los Angeles Sheriff’s Department (LASD Air 5) มากว่า 20 ปี ลอสแองเจอลิสเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในแคลิฟอร์เนียก็จะมีอำเภอ และแต่ละอำเภอก็มีจะตำรวจประจำอำเภอ ซึ่งเป็นตำรวจหน่วยหลักที่มีอำนาสูงกว่าตำรวจหน่วยอื่นๆภายในอำเภอนั้น สำนักงานตำรวจอำเภอ ยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเขตในการควบคุมการค้นหาและกู้ภัย (SAR) อีกด้วย ในอำเภอลอสแองเจลิส จะมีหน่วยกู้ภัยของตำรวจประจำการ 1 หน่วย ซึ่งจะทำงานเต็มเวลาและขึ้นตรงกับนายอำเภอ (Sheriff Department) และยังมีทีมค้นหาและช่วยชีวิตซึ่งเป็นอาสาสมัคร (volunteer SAR teams) อีก 8 ทีม ที่มีอำนาจหน้าที่และทำงานร่วมกับตำรวจอำเภอ สำหรับผมเองเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรง มีประสบการณ์ในการค้นหาและกู้ภัยมาแล้วกว่า 1,000 เหตุตั้งแต่รับราชการมา”

คำถาม : การจะเข้าร่วมทีมค้นหาและกู้ภัย SAR ต้องทำอย่างไรบ้าง?

“แต่ละอำเภอก็จะมีข้อกำหนดในการเข้าร่วมทีม SAR ที่ไม่ต่างกันมากนัก ในส่วนของเขต (Los Angeles County) นอกเหนือจากการเป็นผู้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คุณยังต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของตำรวจ เพื่อให้แน่ใจว่า คุณไม่มีประวัติเคยก่ออาชญากรรม นอกจากนี้ก็ยังต้องผ่านหลักสูตรเจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นพื้นฐาน (EMT-Basic) ครบ 120 ชั่วโมง ซึ่งจะสอนทักษะการปฐมพยาบาลอาการป่วยและบาดเจ็บ เมื่อคุณได้รับการยอมรับเข้าร่วมทีม SAR แล้ว ก็ยังจะต้องมีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องไปอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อย ในระหว่างนี้ยังถืออยู่ในช่วงศึกษาและทดลองงานเท่านั้น (probation)

ห้องเก็บอุปกรณ์ประจำตัว ของเจ้าหน้าที่ทีมค้นหาและกู้ภัย Altadina Search and Rescue – ภาพจากทีมงานซีแอร์ไทย

คำถาม : มีการอบรมทักษะอะไรบ้าง ก่อนจะเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครค้นหาและช่วยชีวิตได้?
“การฝึกอบรมครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ได้แก่ การช่วยชีวิตบนพื้นที่ป่าภูเขา, การช่วยเหลือโดยใช้ระบบเชือกบนที่สูง, การกู้ภัยในกระแสน้ำเชี่ยว, ฝึกแก้ปัญหาทางการแพทย์ และการเข้าและออกอากาศยานรูปแบบต่างๆ โดยที่อาสาสมัครจะต้องเข้าเวรทำงานอย่างน้อย 16 ชั่วโมงต่อเดือนอยู่เป็นประจำด้วย หากไม่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวก็จะไม่สามารถเข้ามาเป็นอาสาสมัครได้ สำหรับผู้ที่ผ่านการรับเข้าเป็นอาสาสมัครแล้ว กลุ่มอาสาสมัครของ SAR ทั้งทีม จะต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบ ซึ่งเป็นบุคคลที่สามเป็นประจำทุกปี และจัดทดสอบโดยสมาคมกู้ภัยป่าภูเขา (Mountain Rescue Association) เพื่อให้มั่นใจว่า ทีมงานสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ยากลำบากได้”

เจ้าหน้าที่อาสาสมัครทีมค้นหาและช่วยชีวิต ลาดตระเวนพร้อมรถอุปกรณ์ Montrose Search and Rescue ขณะช่วยซ่อมรถจักรยานให้นักท่องเที่ยวบนทางหลวง Angeles Crest Highway – ภาพจากทีมงานซีแอร์ไทย

คำถาม : อาสาสมัครส่วนมากทำงานกู้ภัยเต็มเวลา?
“ทีมอาสาสมัครประกอบด้วยผู้คนจากทุกๆสาขาอาชีพ ทั้งแพทย์, ทนายความ, พยาบาล, พนักงานองค์กรเอกชน, เจ้าหน้าที่ตำรวจ, ทหาร ซึ่งการเข้าร่วมทีม SAR แม้แต่ดาราฮอลลีวู้ดก็มี เกือบครึ่งหนึ่งของอาสาสมัคร เป็นผู้มีการศึกษาและอาชีพที่มีค่าตัวสูง พวกเขาอาสาทำงานด้านนี้ เพราะมีความสนใจในกิจกรรมกลางแจ้ง และต้องการช่วยเหลือผู้คน ไม่มีการรับค่าจ้างสำหรับงานอาสาสมัคร และส่วนมากมีงานประจำที่ต้องทำเต็มเวลาอยู่แล้ว”

เจ้าหน้าที่อาสาสมัครทีมค้นหาและช่วยชีวิต Montrose Search and Rescue ขณะช่วยผู้บาดเจ็บกรณีรถชนและตกจากที่สูง

คำถาม : บุคคลทั่วไป สามารถเข้าไปช่วยในที่เกิดเหตุ ร่วมกับทีม SAR ได้หรือไม่?
“ใครก็ตามที่พบเห็นอุบัติเหตุเป็นคนแรกจะถูกเรียกว่า ผู้เห็นเหตุการณ์ (first responder) ส่วนมากในอเมริกาจะเป็นตำรวจทางหลวง หรือตำรวจท้องที่ แต่เมื่อทีม SAR ไปถึงที่เหตุเกิด การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จะกลายเป็นความรับผิดชอบของทีมทันที และทีมจะไม่ทราบว่าใครเป็นใคร และไม่ต้องการให้มีใครเจ็บเพิ่มเติมได้อีก การที่บุคคลภายนอกจะเข้าไปช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้อง จึงไม่สามารถทำได้ เพราะทีมงานจะไม่สามารถป้องกันความเสี่ยง หรือทราบว่าผู้ที่พยายามเข้ามาในที่เกิดเหตุ เป็นใครและมีเจตนาอะไร และยิ่งถ้าคนๆนั้นบาดเจ็บ ก็จะต้องแบ่งคนเข้าไปช่วย จนอาจไปกระทบต่อเหตุที่รอการช่วยเหลืออยู่ ยิ่งในอเมริกาแล้วมีความเป็นไปได้สูง ที่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บ จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับทีมกู้ภัย ถ้าผู้ไม่เกี่ยวข้องพยายามจะเข้าในที่เกิดเหตุ ตำรวจก็จะห้ามไว้ไม่ให้เข้าไปวุ่นวาย หากยังไม่หยุดก็จะถูกจับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมาย”

ภาพการฝึกของทีมค้นหาและกู้ภัย Malibu Search and Rescue ร่วมกับเจ้าหน้าที่ Los Angeles County Fire Department

คำถาม : ช่วยอธิบายขั้นตอนตั้งแต่เริ่มรับแจ้งเหตุ ว่าหน่วยกู้ภัยในอเมริกา มีการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างไร?
“เหตุที่เกิดในเขตอำเภอ Los Angeles County ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ เมื่อมีการรับแจ้งเหตุที่จะต้องเข้ากู้ภัย สิ่งแรกมักจะเป็นการใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ เฉพาะในเขตลอสแองเจอลิสเอง มีเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยประมาณ 6-8 ลำ ที่สามารถตอบสนองต่อเหตุในช่วงระหว่างวัน หน่วยบินที่มีเฮลิคอปเตอร์ เป็นของหน่วยงานต่างๆ เช่น สนง.ตำรวจอำเภอ Los Angeles Sheriff’s Department, หน่วยดับเพลิงกู้ภัยประจำอำเภอ Los Angeles County Fire Department และหน่วยดับเพลิงกู้ภัยของอำเภอเมือง Los Angeles City Fire Department และในขณะที่ทีมกู้ภัยบนอากาศยานกำลังปฏิบัติงานอยู่ ก็จะมีหน่วยภาคพื้นคอยตอบสนองเหตุนั้นร่วมกัน เช่น หากเกิดเหตุบนทางหลวง ตำรวจทางหลวงและทีมค้นหาและกู้ภัย ก็จะทำงานร่วมกันกับทีมบนอากาศยาน”

“ในลอสแองเจอลิส นับตั้งแต่มีการแจ้งเหตุไปที่ศูนย์วิทยุ 911 จะมีทีมค้นหาและกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุภายใน 20-30 นาที และจะเร็วขึ้นถ้าทีมกู้ภัยอากาศยาน สามารถเข้าถึงที่เกิดเหตุจากบริเวณใกล้เคียงได้เร็วขึ้น ทีมกู้ภัยที่เป็นอาสาสมัคร จะรับเหตุจากสถานีของตัวเอง ซึ่งในทีมจะมียานยนต์กู้ภัยพร้อมอุปกรณ์ประจำรถ หากไม่มีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่นในระหว่างวันหยุด ทีมอาสาสมัครก็จะออกปฏิบัติงานหรือลาดตระเวนในรถกู้ภัย ในพื้นที่ที่เคยมีเหตุเกิดขึ้นบ่อย เพื่อเตรียมช่วยเหลือหากมีการร้องขอได้เร็วขึ้น มีหลายครั้งที่ทีมพบเห็นเหตุการณ์เอง และลงมือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บให้ปลอดภัยได้ทันที โดยไม่ต้องรอการแจ้งเหตุ ส่วนพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่ลอสแองเจอลิส ระยะเวลาในการตอบสนองต่อเหตุจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับทรัพยากรและบุคลากรที่หน่วยจะมีอยู่ด้วย”

เจ้าหน้าที่อาสาสมัครทีมค้นหาและช่วยชีวิต Montrose Search and Rescue ขณะเตรียมผู้บาดเจ็บบริเวณภาคพื้น เพื่อยกขึ้นด้วยรอกกว้านอากาศยานของ LASD Air 5 ที่รอรับและส่งต่อไปยังโรงพยาบาล

คำถาม : ค่าใช้จ่ายในการทำการกู้ภัยหรือเก็บกู้แต่ละครั้ง พอจะประเมินได้หรือไม่?
“เป็นเรื่องยากที่จะประเมินค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน ถ้าจะให้กะคร่าวๆ สำหรับการค้นหาทางภาคพื้น ค่าใช้จ่ายน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000$ เหรียญสหรัฐต่อวัน ต้นทุนทั้งหมดเกี่ยวข้องกับระยะเวลา มันขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ไปในการทำงานจริงๆ ทีมอาสาสมัครค้นหากู้ภัยทำงานฟรี โดยสำนักงานอำเภอไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆให้เลย แต่ต้องอย่าลืมว่าสมาชิกแต่ละคน กว่าจะเข้าทีมได้ต้องลงทุนเงินส่วนตัวประมาณ 3,000$ ไปกับอุปกรณ์ประจำตัวของตัวเอง ไม่มีใครมาซื้อให้ และในการกู้ภัยกรณีใหญ่ๆ ที่มีเฮลิคอปเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องมาก ค่าใช้จ่ายก็อาจจะสูงถึง 1,000,000$ เหรียญสหรัฐต่อวัน ก็ขึ้นอยู่กับว่า ที่เกิดเหตุมีบริเวณกว้างใหญ่แค่ไหน และขึ้นอยู่กับจำนวนเฮลิคอปเตอร์ที่มาร่วมบิน และมีหน่วยงานไหน มาช่วยค้นหามากแค่ไหน ใช้อะไรไปบ้างเพื่อสนับสนุนการทำงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ทั้งหลายก็อาจจะมาจากตำรวจอำเภอ, นักดับเพลิง และเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้มาเกี่ยวข้องอีกด้วย”

เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง จากหน่วยบินช่วยชีวิตที่ 5 สำนักงานตำรวจอำเภอ LASD Air 5 ขณะนำนักปีนเขาที่บาดเจ็บ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาล

คำถาม : แล้วใครเป็นผู้จ่ายค่าดำเนินการทั้งหมด?
“ในเขตลอสแองเจอลิส Los Angeles การค้นหาและกู้ภัยเป็นบริการฟรีจากภาครัฐ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการดำเนินการค้นหาและกู้ภัย จะจ่ายด้วยเงินภาษีประชาชนชาวอเมริกัน โดยไม่มีการไปเรียกเก็บจากผู้ประสบเหตุหรือครอบครัว ยกเว้นกรณีเดียวก็คือ เมื่อพบทีหลังว่าเป็นการประสบเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ หรือตั้งใจให้เกิดความเสี่ยงต่อการกู้ภัย เช่น การตั้งใจบาดเจ็บเพื่อเป็นข่าว หรือทางใดทางหนึ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนในกรณีที่นักศึกษาไทยขับรถตกเหว จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆไปเรียกเก็บกับครอบครัว ไม่ว่าจะต้องใช้ทรัพยากร และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องไปเท่าไรก็ตาม”

คำถาม : ในอเมริกาได้มีขั้นตอนการปฏิบัติที่แตกต่างระหว่าง การช่วยเหลือผู้มีโอกาสรอดชีวิต (Rescue) และการเก็บกู้ผู้เสียชีวิต (Recovery) หรือไม่ อย่างไร?
“การเก็บกู้จริงๆแล้วเริ่มมาจากความพยายามในการกู้ชีพกู้ภัยนั่นเอง เมื่อรู้แล้วว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ยังไงก็จะต้องรีบเข้าให้ถึงที่เกิดเหตุ เพื่อทำการช่วยเหลือทันที และดูว่ายังมีผู้รอดชีวิตอยู่หรือไม่ เช่น ถ้าหากมีอุบัติเหตุ แน่นอนว่าตำรวจจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าตำรวจไม่สามารถเข้าถึงที่เกิดเหตุได้ จะมีการร้องขอให้ทีมค้นหาและช่วยชีวิตเข้ามาช่วย ถ้าเหตุที่พบอยู่ไกลไปจากถนนและเข้าถึงได้ยาก จะมีการร้องขอเฮลิคอปเตอร์หรือโดรน เพื่อเข้าไปถ่ายภาพหรือตรวจสอบให้เห็นว่า มีการเคลื่อนไหวใดๆหรือไม่ พบเห็นผู้เสียชีวิตหรือสามารถช่วยได้ทันทีหรือไม่”

“ในกรณีการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต จะมีเจ้าหน้าที่ชุดชันสูตรศพเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ละพื้นที่ก็จะมีเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ ที่มีประสบการณ์ทั้งในด้านการช่วยชีวิต โดยใช้ระบบเชือกขั้นต้นและการกู้ภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์ ถ้าหากสามารถหย่อนตัวเจ้าหน้าที่ชุดชันสูตร ลงในที่เกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย โดยไม่กระทบกระเทือนร่างผู้เสียชีวิต ก็จะดำเนินการทันที เมื่อเข้าถึงร่างผู้เสียชีวิตแล้วก็จะเริ่มตรวจสอบสาเหตุการตายได้ทันที แต่ถ้ายังไม่ปลอดภัย ก็จะให้ทีมค้นหาและกู้ภัย กู้ร่างขึ้นมาและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุหรือส่งต่อไปยังสถานที่ชันสูตรศพต่อไป”

LASD Air Rescue 5 medics treating a motorcycle crash patient during an airlift to a trauma center.

เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง Paramedic จากหน่วยบินช่วยชีวิตที่ 5 สำนักงานตำรวจอำเภอ LASD Air 5 ขณะปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากมอเตอร์ไซด์ล้ม เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์ผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน trauma center

คำถาม : โดยปกติแล้วจะมีการให้ข้อมูล กับครอบครัวผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตอย่างไรบ้าง?
“ถ้าครอบครัวไม่ได้อยู่ในจุดเกิดเหตุ หรือไปยังสนง.ตำรวจอำเภอ การแจ้งเหตุให้ครอบครัวทราบอาจมีการล่าช้ากว่าหากอยู่ในพื้นที่จริง แต่ถ้าครอบครัวไปที่จุดเกิดเหตุ จะได้รับการรายงานตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทันที มีหลายครั้งที่ติดต่อครอบครัวคนเจ็บไม่ได้ กรณีนี้เราจะแจ้งครอบครัวเมื่อส่งผู้บาดเจ็บถึงโรงพยาบาลแล้ว ในกรณีของการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่จากสนง.ตำรวจอำเภอ จะไปหาครอบครัวด้วยตนเอง เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น”

ภาพการฝึกเชือกกู้ภัยของทีมค้นหาและกู้ภัย Malibu Search and Rescue Rope Rescue Training

คำถาม : แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกได้ว่าเสียชีวิตแล้ว?
“ทางการแพทย์แล้ว มีคำพูดว่า “คนจะไม่ตาย จนกว่าตัวจะเย็น” ในกรณีที่เข้าไปสัมผัสได้ว่า ตัวผู้ประสบภัยยังอุ่นอยู่ จะต้องพยายามช่วยให้ถึงมือแพทย์หรือพาไปโรงพยาบาล มลรัฐแคลิฟอร์เนียมีกฎหมายเฉพาะ ในการพิจารณาสภาวะและประกาศให้เป็นการเสียชีวิต แต่ถ้าพบว่าร่างกายยังคงความอบอุ่นได้ จะต้องพยายามทุกอย่าง เพื่อช่วยให้เขายังมีชีวิตอยู่”

คำถาม : คุณเคยจะต้องทิ้งผู้ประสบเหตุหรือผู้เสียชีวิต ไว้ในที่เกิดเหตุ โดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้างมั้ย?
“ไม่เคยเลย บางครั้งถ้าสถานการณ์ยังอันตรายเกินไป ร่างผู้เสียชีวิตจะถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ ตัวอย่างเช่น ถ้าคนตายในเหมืองร้างหรือถ้ำ อาจมีความเสี่ยงเกินไปที่จะกู้ร่างคืนมาได้ หากทำได้เราจะพยายามนำร่างกลับคืนมา ให้สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อตรวจหาดีเอ็นเอ และเพื่อให้ครอบครัวได้ทำพิธีให้กับผู้ตาย ตามความศรัทธาและความเชื่อต่อไป ผมไม่เคยจะทิ้งร่างผู้เสียชีวิตเลย ถ้าผมนำกลับมาได้ ขอยกตัวอย่างสถานการณ์หนึ่ง ที่เราต้องกู้ร่างนักบินออกจากเครื่องบิน ซึ่งตกอยู่ใต้น้ำเป็นเวลาเกิน 1 เดือน ตอนนั้นร่างผู้เสียชีวิตเน่าเปื่อย และเริ่มจะแยกออกเป็นชิ้นๆ ในขณะที่เราพยายามจะยกเครื่องบินออกจากน้ำ เพื่อนร่วมงานของผมทำได้แค่รีบคว้ากะโหลกศีรษะ ของผู้ตายไว้ให้ทันก่อนจะจมหายไปในกระแสน้ำ และเป็นเพียงชิ้นส่วนเดียวของร่างกายผู้ตาย ที่เราสามารถกู้คืนมา ให้เขากลับไปหาครอบครัวได้”

คำถาม : ถ้าในที่เกิดเหตุ แทบจะไม่เหลืออะไรกลับไป จะทำอย่างไร?
“สุดแล้วแต่สาเหตุที่ทำให้ผู้ตายเสียชีวิตด้วย เป็นเรื่องยากในกรณีซึ่งเราเข้าถึงที่เกิดเหตุ และพบแต่เพียงซากหรือกองถ่านไหม้เกรียม หรือในกรณีที่รถยนต์ชน และไฟไหม้จนผู้เสียชีวิตเป็นเถ้าถ่าน แทบไม่เหลืออะไรให้นำกลับไป แต่แม้จะเป็นเพียงกองถ่าน เราก็จะทำทุกวิธีทางเพื่อนำแม้แต่เถ้ากระดูก กลับไปให้ทุกคนในครอบครัว ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เจ้าหน้าที่หน่วยบินค้นหาและช่วยชีวิตที่ 5 ประจำสำนักงานตำรวจอำเภอลอสแองเจอลิส LASD Air 5

ขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยบินค้นหาและช่วยชีวิตที่ 5 ประจำสำนักงานตำรวจอำเภอลอสแองเจอลิส LASD Air 5 ผู้ให้สัมภาษณ์ในบทความนี้ครับ

คำถาม : ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ อยากจะกล่าวเสริมอะไรบ้าง?
“การทำงานกู้ภัย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจอำเภอ นักดับเพลิง หรืออาสาสมัคร ไม่ได้มีเรื่องชนชาติหรือสีผิวเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณทำสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ เพราะคุณต้องการช่วยคน เจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่เคยแบ่งแยกว่า ชีวิตใครมีค่าเท่าไร เชื้อชาติหรือสัญชาติไหน ไม่สำคัญหรอก ตามกฏการปฏิบัติแล้ว คุณจะได้รับการช่วยเหลือไม่ต่างกัน คุณจะไม่มีทางรู้ว่าใครทำหน้าที่อะไร หรือเกี่ยวข้องตรงไหนบ้าง จนกว่าคุณจะไปอยู่หน้างานตรงนั้นจริงๆ เมื่อผมไปอยู่ตรงนั้นแล้ว หน้าที่ของผมคือ ต้องช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหรือป่วยให้ความปลอดภัยที่สุด”

ทีมงานซีแอร์ไทย ขอขอบคุณภาพและข้อมูล จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง : เจ้าหน้าที่หน่วยบินค้นหาและช่วยชีวิตที่ 5 ประจำสำนักงานตำรวจอำเภอลอสแองเจอลิส Los Angeles Sheriff’s Department Air 5, หน่วยบินดับเพลิงกู้ภัยประจำเขตลอสแองเจอลิส Los Angeles Fire Department Air Operations, อาสาสมัครทีมค้นหาและกู้ภัยมอนโทรส Montrose Search And Rescue, อาสาสมัครทีมค้นหาและกู้ภัยอัลทาดีน่า Altadena Search And Rescue, อาสาสมัครทีมค้นหาและกู้ภัย Malibu Search And Rescue

ข้อมูลจากเสียงของเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยในสหรัฐอเมริกา แม้จะอยู่ต่างที่ต่างเวลา ก็จะไม่ห่างไกลเกินความเข้าใจ เราเชื่อว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยของไทย ก็มีศรัทธาและเชื่อมั่นในการช่วยเหลือชีวิตผู้คน และพร้อมจะทุ่มเทแรงกายและใจไม่ต่างกันครับ