ข้อมูลและคำถามน่าสนใจ เพื่อผู้ใช้งานคาราบิเนอร์

Carabiner Questions And Answers

ข้อมูลและคำถามน่าสนใจ เพื่อผู้ใช้งานคาราบิเนอร์

คาราบิเนอร์ Carabiner หรือ Karabiner คือ ห่วงเกี่ยวนิรภัย ที่ใช้รับน้ำหนักหรือรับแรงดึงระหว่างสิ่งของ, อุปกรณ์, บุคคล หรือต้นไม้และสิ่งมีชีวิต ฯ เชื่อมต่อโดยยึดโยงน้ำหนักจาก 2 จุดเข้าด้วยกัน, ใช้ยกหรือเกาะเกี่ยว, ใช้แขวนหรือดึงอุปกรณ์ต่างๆ

มีปัจจัยอะไร ที่คุณควรรู้จักและเข้าใจ ก่อนการเลือกใช้คาราบิเนอร์

อันดับแรกต้องรู้ว่าจะนำคาราบิเนอร์ไปใช้งานลักษณะไหน? ใช้ยกบุคคลหรือยกวัตถุสิ่งของ? น้ำหนักที่จะใช้หนักเท่าไร? ใช้ในสภาพแวดล้อมแบบไหน? สภาพแวดล้อมสกปรกแค่ไหน? ใช้งานใกล้ทะเลที่มีไอเกลือหรือไม่? หากตอบคำถามเบื้องต้นนี้เหล่าได้ จะทำให้เลือกคาราบิเนอร์ที่เหมาะสมไปใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น
คาราบิเนอร์อลูมิเนียม เป็นที่นิยมใช้งานเป็นประจำและแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในการทำงานกู้ภัย มักจะนำคาราบิเนอร์อลูมิเนียมมาใช้เมื่อต้องการลดภาระน้ำหนักของอุปกรณ์ลง เช่น ในการทำงานกู้ภัยในพื้นที่ป่าภูเขา การทำงานระบบเชือกเชิงยุทธวิธี ฯ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะนำคาราบิเนอร์อลูมิเนียมมาใช้งาน แต่ควรคำนึงถึงรูปทรง และการนำไปใช้เพื่อรับแรงดึง หรือการกำหนดค่าความปลอดภัย Safety Factor ที่องค์กรหรือหน่วยงานออกเป็นระเบียบปฏิบัติไว้ด้วย

ว่ากันว่าคาราบิเนอร์อลูมิเนียม เมื่อทำตกหรือกระแทกจากที่สูงแล้ว จะเกิดรอยแตกภายในที่เรียกว่า ‘micro fracture’ ขึ้น และหากนำคาราบิเนอร์ที่ตกกระแทกไปใช้ คาราบิเนอร์าจหักและพังเป็นอัตรายได้ คำกล่าวนี้ได้รับการพิสูจน์จากการทดสอบแล้วว่า เป็นแค่ข่าวลือที่ไม่เป็นจริง ความจริงก็คือหากคาราบิเนอร์เกิดการตกกระแทก ควรตรวจสอบว่าคาราบิเนอร์ตัวนั้นยังเปิดปิดและอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้เหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าปากเปิดใช้งานได้ปกติไม่ติดขัดหรือฝืด ไม่มีร่องรอยชำรุดที่มองเห็นได้จากภายนอก ก็ยังสามารถใช้งานได้ดังเดิม ถ้าปากเปิดซึ่งเป็นส่วนที่อ่อนแอที่สุด เปิดปิดไม่ได้เหมือนเดิม หรือมีอะไรที่ทำให้สงสัยว่านำไปใช้งานแล้ว อาจไม่ปลอดภัยก็ควรหยุดใช้ และแยกเป็นอุปกรณืที่ชำรุด ไม่ให้ปนกับอุปกรณ์ที่ใช้งานประจำ หรือทำลายทิ้งเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

คาราบิเนอร์ถูกออกแบบให้รับแรงดึงจาก 2 จุด ตามการทดสอบเพื่อกำหนดอัตราการรับแรงดึงของคาราบิเนอร์ เมื่อนำคาราบิเนอร์ไปใช้รับแรงในรูปแบบที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน จะทำให้ลดความแข็งแรงและอัตราการรับแรงลง การรับแรงดึง 3 ทิศทางมาจากคาราบิเนอร์ถูกใช้ไปเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ ที่แต่ละอุปกรณ์ต่างดึงคาราบิเนอร์ ออกด้วยแรงดึงแยกไปใน 3 ทิศทาง ซึ่งการใช้งานลักษณะนี้เป็นอันตรายทั้งลดความแข็งแรงของคาราบิเนอร์ และยังสามารถทำให้คาราบิเนอร์ชำรุดเสียหายและพังได้อีกด้วย

แม้ว่าคาราบิเนอร์อลูมิเนียมจะไม่ขึ้นสนิมเหมือนเหล็ก แต่ก็เกิดการสึกหรอได้จากการกัดกร่อนแบบกัลวานิก (Galvanic Corrosion) หรือการผุกร่อนจากการที่โลหะ 2 ชนิดประกบหรือสัมผัสกันอยู่ โลหะที่มีค่าศักย์ทางไฟฟ้าต่ำกว่าจะเกิดการกัดกร่อนมากกว่า โลหะที่มีค่าศักย์ทางไฟฟ้าสูงกว่า คาราบิเนอร์อลูมิเนียมส่วนใหญ่จะมีชิ้นส่วนที่เป็นสลักซึ่งทำจากเหล็ก โลหะที่ต่างชนิดกันเช่นนี้ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ มีโอกาสเกิดการกัดกร่อน หากเป็นการใช้งานทางทะเลที่มีกรดหรือไอจากเกลิอในสภาพแวดล้อมสูง เช่นเดียวกับอุปกรณ์ดำน้ำ ควรใช้ คาราบิเนอร์แสตนเลส ซึ่งมีความทนทานต่อความชื้นและความต้านทานการกัดกร่อนสูง หากคุณใช้อุปกรณ์โลหะกับน้ำทะเล ควรล้างน้ำสะอาดเพื่อล้างเกลือจากน้ำทะเลออก และตากลมให้แห้งก่อนจัดเก็บให้พร้อมใช้งาน
คาราบิเนอร์รูปทรงตัวโอหรือวงรี Oval shape carabiner ออกแบบให้รับแรงดึงบริเวณกึ่งกลางระหว่างแกนด้านหลัง (spine) ของวงรีและปากเปิด (gate) ซึ่งทำให้คาราบิเนอร์รูปทรงตัวโอ O shape carabiner มีความสามารถในการรับแรงดึงได้น้อยกว่า เมื่อเทียบกับแรงดึงของคาราบิเนอร์รูปทรงตัวดี D shape carabiner แต่สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายมากกว่า เนื่องจากรูปทรงสมมาตรทั้ง 2 ด้านเท่ากัน จึงรับการดึงแนวดื่งได้โดยไม่ต้องบิดหรือเอียงเข้ามุม เพื่อให้อยู่ในองศาที่รับแรงดึงสูงสุด อย่างคาราบิเนอร์รูปทรงตัวดี D จึงเป็นที่นิยมในการใช้ยึดโยงอุปกรณ์การทำงานบนต้นไม้ การปีนขึ้นและลงต้นไม้ใหญ่ และยังใช้งานร่วมกับแถบเชือกหรือเวบบิ้ง webbing ที่ต้องการการรับแรงที่ศูนย์กลาง เพื่อความปลอดภัยมากกว่าคาราบิเนอร์รูปทรงตัวดี D
คาราบิเนอร์รูปทรงตัวดี D shape carabiner ถูกออกแแบบให้รับแรงดึงที่แกนด้านหลัง (spine) ซึ่งเป็นจุดที่แข็งแรงสูงสุดในการรับแรงดึงของคาราบิเนอร์ ในทิศทางตรงข้ามกับจุดที่อ่อนแอที่สุดคือปากเปิด (gate) ซึ่งทำให้คาราบิเนอร์รูปทรงตัวดี D shape เป็นคาราบิเนอร์รูปทรงที่มีตัวเลขการรับแรงดึงสูงกว่า เมื่อเทียบกับคาราบิเนอร์รูปทรงอื่นๆ หากนำไปใช้รับแรงดึงที่จุดหลัก หรือใช้ในแนวดิ่งกับเชือกเส้นเดียว คาราบิเนอร์ทรงตัวดี หรือ D-shape ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม
คาราบิเนอร์รูปทรงลูกแพร์ หรือ HMS carabiner มีลักษณะคล้ายกับลูกแพร์หรือชมพู่ขนาดใหญ่ ที่กว้างออกด้านเดียวและเรียวลงที่ด้านล่าง คาราบิเนอร์ทรงลูกแพร์มักใช้งานร่วมกับ เงื่อนช่วยชลอกันตก belay knots เช่น เงื่อน Munter Hitch (มัน​-เตอร์-ฮิช) หรือ Italian Hitch (อิตาเลี่ยน-ฮิช) เพื่อใช้ในการควบคุมหรือผ่อนน้ำหนักลง ซึ่งมีระยะในการเปิดออกได้กว้างกว่าคาราบิเนอร์ทรงตัวดี D-shape หรือคาราบิเนอร์รูปทรงตัวโอ O shape ด้วยรูปทรง ดังนั้นคาราบิเนอร์รูปทรงลูกแพร์ จึงเหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะประกอบเชือกทำเงื่อนโรยตัว และการทำงานระบบเชือกเชิงยุทธวิธี

เราไม่แนะนำให้ใช้คาราบิเนอรชนิดไม่มีระบบล็อค หรือคาราบิเนอร์ปีนเขา (ที่ก้านเปิดกดเปิดได้แบบอิสระ ไม่มีระบบล็อค) ในการทำงานกู้ภัยที่ต้องรับน้ำหนักมากและเกิดแรงกดในระหว่างใช้งานได้ทุกทิศทาง เนื่อจากคาราบิเนอรชนิดไม่มีระบบล็อค จะสามารถทำให้คาราบิเนอร์เกิดการพลิกตัวและหมุนออกจนหลุดออกจากเชือก เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายและเสี่ยงอันตรายหากทำไปใช้งาน

คาราบิเนอร์แบบเกลียวหมุน เป็นระบบล็อคชนิดแรกของคาราบิเนอร์ ซึ่งเรามักจะเลือกใช้คาราบิเนอร์ระบบล็อคอัตโนมัติมากกว่า แต่ระบบล็อคเกลียวหมุน ก็มีข้อดีในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่สกปรก มีฝุ่น, ทราย หรือโคลน การใช้ระบบเกลียวหมุนในสภาพแวดล้อมแบบนี้ จะทำให้หมุนล็อคได้ง่ายกว่าระบบล็อคอัตโนมัติ หากมีสิ่งสกปรกเข้าไปติดขัดภายใน และในการณีกำลังทำระบบยึดโยง ซึ่งสามารถหมุนเกลียวปลดล็อคไว้ จนกว่าจะติดตั้งระบบเรียบร้อยแล้วจึงหมุนเกลียวล็อคให้แน่น

ในอดีตมีการสอนและแนะนำให้หมุนเกลียวคาราบิเนอร์ให้แน่น แล้วคลายเกลียวออกมาเพียงเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ปากล็อคแน่นเมื่อนำไปใช้รับน้ำหนักมาก แต่ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตคาราบิเนอร์ ไม่เกิดปัญหาการเปิดยากเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป เมื่อใช้คาราบิเนอร์แบบเกลียวหมุน เพื่อการล็อคที่ปลอดภัยและถูกต้อง ควรหมุนเกลียวจนสุดและให้แน่นเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องคลายเกลียวไว้เผื่อให้เปิดได้ง่ายอย่างในอดีตอีกต่อไป

คาราบิเนอร์ระบบ ล็อคอัตโนมัติ Auto-lock ส่วนมากออกแบบให้ก้านเปิดใช้ลวดสปริงในการปิดล็อคโดยอัตโนมัติ เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย ช่วยลดโอกาสที่ผู้ใช้งานจะลืมล็อคตัวอุปกรณ์ ในการเรียกชื่อระบบล็อคอัตโนมัติของคาราบิเนอร์ แต่ละโรงงานผู้ผลิตมักกำหนดชื่อให้แตกต่างออกไป เช่น Rock Exotica Kwiklock ล็อคอัตโนมัติ 2 ชั้น, DMM Locksafe ล็อคอัตโนมัติ 3 ชั้น หรือ Climbing Technology Twist-Lock ล็อคอัตโนมัติ 2 ชั้น และ Climbing Technology Triplex ล็อคอัตโนมัติ 3 ชั้น เป็นต้น

งระบบล็อค 2 ชั้น อาศัยจังหวะในการเปิดคาราบิเนอร์ออก 2 จังหวะ โดยมากจะบิดและดันให้ปากเปิด ส่วนงระบบล็อค 3 ชั้น ใช้การเปิด 3 จังหวะ โดยมักจะดันขึ้นหรือลง แล้วบิดหมุน แล้วจึงดันให้ปากเปิดออก คาราบิเนอร์ชนิดล็อค 2 ชั้น มักจะใช้ในการทำงานบนที่สูงแนวดิ่ง ซึ่งโอกาสน้อยในการที่ปากเปิดจะถูกเชือกบิดออก หรือแรงกดจากอุปกรณ์อื่น ดันหรือบิดให้ปากเปิดออกเองโดยไม่ตั้งใจ ส่วนคาราบิเนอร์ชนิดล็อค 3 ชั้น ล็อคได้การเปิด 3 จังหวะที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นก็จริง แต่ผู้ใช้งานควรหมั่นตรวจเช็คระบบล็อค เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายังใช้งานได้ปกติและล็อคได้อย่างปลอดภัย

ในการใช้งานคาราบิเนอร์ชนิดล็อคอัตโนมัติ เป็นระบบล็อคที่ปลอดภัยกว่าระบบล็อคแบบอื่น ก็ยังมีโอกาสที่ระบบล็อคเกิดปัญหาได้เช่นกัน ซึ่งมักเกิดจากระบบล็อคมีการติดขัดจากอิน, โคลน หรือสกปรกที่เกาะอยู่ภายใน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ควรตรวจเช็คและทำความสะอาดคาราบิเนอร์ และการเช็คว่าระบบล็อคทำงานได้สมบูรณ์หรือไม่ หรือปิดลงล็อคพร้อมใช้งานหรือไม่ หลังจากที่ใช้คล้องหรือเกี่ยวเข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ ให้บีบที่ปากเปิดของคาราบิเนอร์ เพื่อทดสอบให้แน่ใจว่าก้านเปิดเข้าล็อค และกดจากภายนอกไม่ลงแล้วจริงๆ

ANSI (แอนซี่) หรือ American National Standards Institute (ANSI) สถาบันมาตรฐานแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดมาตรฐาน Z359.12 การป้องกันการตกในการทำงาน ซึ่งรวมการมาตรฐานที่กำหนดคาราบิเนอร์ หรือห่วงเกี่ยวนิรภัยเข้าไว้ด้วย ซึ่งมาตรฐาน ANSI เน้นให้ปากเปิดของ คาราบิเนอร์ที่ผ่านมาตรฐาน ANSI ทนแรงดึงหรือแรงกดโดยตรงที่ก้านเปิด ได้จากทุกทิศทางที่ 3,500 ปอนด์ หรือ 16 กิโลนิวตัน มาตรฐาน EN12275 ที่เกี่ยวกับคาราบิเนอร์บังคับใช้ในประเทศยุโรป กำหนดให้คาราบิเนอร์ทนแรงดึงได้ 2 กิโลนิวตัน และมาตรฐาน EN362 กำหนดให้คาราบิเนอร์ทนแรงดึงได้ 1 กิโลนิวตัน ส่วนมาตรฐาน National Fire Protection Association: NFPA สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ไม่ได้กำหนดแรงดึงเฉพาะสำหรับก้านเปิดของคาราบิเนอร์ไว้โดยเฉพาะ

ยังมีคำถามไหน ที่เรายังตอบไม่หมดอีกหรือไม่?

     

     

     


    หมวดหมู่สินค้า