ที่มาที่ไปและการเลือกใช้เงื่อนเชือกพรูสิค

ที่มาที่ไปและการเลือกใช้เงื่อนเชือกพรูสิค

การพันเชือก Hitch (ฮิตช์) เป็นหนึ่งในการทำเงื่อนเชือก knot (น็อต) โดยการพันเชือก คือเงื่อนประเภทหนึ่งที่เอาไปพันรอบวัตถุ โดยถ้านำวัตถุนั้นออก เงื่อนก็จะคลายตัวและหลุดออกจากการผูกอย่างง่ายดาย การพันเชือกเงื่อนนั้นใช้ประโยชน์ได้หลายวัตถุประสงค์ แต่หนึ่งในวัตถุประสงค์หลัก คือ ผูกเงื่อนเพื่อใช้เป็นตัวจับเชือก เพื่อให้เชือกสองเส้นอยู่รวมกัน โดยที่สามารถเคลื่อนหรือขยับเปลี่ยนตำแหน่งได้ง่าย การพันเงื่อนจับเชือกมีหลายรูปแบบ แต่ที่มักนิยมใช้กันบ่อยที่สุดมีอยู่ 2 รูปแบบ ดังนี้

Three Wrap Prusik Hitch การพันเงื่อนพรูสิค 3 รอบ

Prusik Hitch (พรูสิค ฮิตซ์) ชื่อเงื่อนพรูสิค เกิดจากการตั้งชื่อตามนักปีนเขาชาวออสเตรีย ชื่อ Karl Prusik คาร์ล พรูสิค เขาใช้เชือกนี้จนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปี ค.ศ.1931 และทำหนังสือคู่มือขึ้นมา ซึ่งในคู่มือได้แสดงการใช้พรูสิคเพื่อไต่ขึ้นเชือก เป็นเงื่อนที่ผูกได้ง่ายสำหรับผู้ที่เริ่มต้นผูกเงื่อน และยังตรวจสอบได้ง่ายว่าผูกเงื่อนได้ถูกต้องหรือไม่ จึงเหมาะเป้นเงื่อนในการสอนให้ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นไต่ขึ้นเชือก

Valdotain Tresse (VT) Hitch เงื่อนเชือกพรูสิคแบบวีที (VT)

Valdotain Tresse เงื่อนเชือกพรูสิคแบบ VT ในยุค 90 เป็นครั้งแรกที่เริ่มใช้เงื่อนพรูสิคในการปีนเขา จากนั้นจึงเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่รุกขกร (Arborists) และผู้ปฏิบัติงานบนต้นไม้ (Tree Climber) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเริ่มเป็นที่นิยมใช้โดยทีมนักกู้ภัย (Rescue Teams) และในหมู่ผู้ทำงานบนที่สูง ประกอบการเข้าถึงพื้นที่ด้วยระบบเชือก (Rope Access) ด้วยความที่เงื่อนพรูสิคแบบ VT เป็นเงื่อนเชือกที่ค่อนข้างซับซ้อนในการผูก จึงต้องเข้าใจการพันเงื่อนที่ถูกต้องการนำไปใช้

ความแตกต่างของประเภทเงื่อนพรูสิค

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง เงื่อนเชือกพรูสิคแบบทั่วไป Prusik Hitch กับเงื่อนเชือกพรูสิคแบบ VT คือ

  • เงื่อนเชือกพรูสิคแบบมาตรฐานทั่วไป Prusik Hitch ใช้งานโดยเลื่อนไปมาได้สองทิศทาง และยังจับเชือกหลักที่พันอยู่ได้แน่น แม้มีน้ำหนักโหลดอยู่ แต่สำหรับเงื่อนเชือกพรูสิค VT จะจับเบรคเชือกได้ต่อเมื่อ ถูกดึงไปด้านใดด้านหนึ่งหรือทิศทางเดียว โดยน้ำหนักโหลดต้องอยู่ด้านล่างของตัวเชือกเสมอ
  • เงื่อนพรูสิค Prusik Hitch จะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เมื่อเงื่อนจับล็อคเชือกไว้ ในขณะที่มีน้ำหนักอยู่ใต้เงื่อน แต่เงื่อนพรูสิค VT ยังสามารถขยับให้เคลื่อนที่ได้ แม้เงื่อนจะรับน้ำหนักที่แขวนอยู่ก็ตาม โดยการรูดลงสามารถจับบริเวณปมเงื่อน แล้วใช้มือดันรูดให้เงื่อนเลื่อนลง ข้อดีนี่เองที่ทำให้เงื่อน VT ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานขึ้นและลงที่สูง เช่น การปีนขึ้นต้นไม้ เมื่อนำเงื่อนไปพันประกอบกับรอกต้นไม้ เงื่อนพรูสิค VT สามารถเลื่อนได้ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ มาปลดเงื่อน ไม่ต้องใช้สายโยงปลดน้ำหนัก load release strap ไปปลดหรือยกน้ำหนักที่จับอยู่ให้ออกจากตัวเงื่อน นี่จึงเป็นคุณสมบัติเด่น ที่ทำให้เงื่อนพรูสิคแบบ VT แตกต่างจากเงื่อนพรูสิคแบบมาตรฐานทั่วไป Prusik Hitch

ข้อควรระวัง:

  • การใช้งานเงื่อนเชือกทั้ง เงื่อนเชือกพรูสิค และ เงื่อนเชือกพรูสิคแบบ VT เงิ่อนจะทำงานได้ดีตามคุณสมบัติ ก็ต่อเมื่อเลือกใช้เชือก hitch cord ที่เหมาะกับการทำเงื่อนเท่านั้น หากเชือกที่นำมาใช้ในการผูกเงื่อนพรูสิคเป็นเชือกผิดประเภท หรือเชือกที่ไม่ได้ออกแบบมาโดยเฉพาะ เงื่อนอาจจะไม่จับหรือเบรคเชือกได้
  • นอกจากการเลือกเชือกให้เหมาะสมแล้ว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเชือกพรูสิค ก็ต้องเหมาะสมกับขนาดของเชือกเส้นหลักเช่นกัน หากใช้เชือกพรูสิคขนาดเล็กเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดเชือกหลักที่นำไปจับ อาจทำให้รัดเชือกหลักจนแน่นเกินไป ไม่เลื่อนตัวหรือเบรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากนำเชือกพรูสิคที่เล็กไปใช้ปีนหรือไต่ขึ้นเชือก ผู้ปีนอาจต้องออกแรงดันมากขึ้นเพื่อปีนขึ้นให้ถึงจุดหมาย ทำให้เหนื่อยล้าได้เร็ว ต้องพักตัวบนเชือกบ่อยและใช้เวลามาก ทำให้การปฏิบัติงานล่าข้าไม่ต่อเนื่อง
  • หากเชือกพรูสิคมีขนาดใหญ่กว่าเชือกเส้นหลัก จะทำให้เงื่อนหลวมหรือลื่นไม่เกาะเข้าหาเชือกได้แน่นพอดี หากเงื่อนเกิดการคลายตัวในขณะปีนขึ้น อาจทำให้ผู้ปีนเกิดอุบัติเหตุร่วงตกลงมาได้
  • ในการพันเงื่อนพรูสิคแบบ VT ระยะและความยาวที่พอดีของเชือกเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง หากเชือกสั้นเกินไปจะไม่สามารถพันจบปลายเงื่อนให้จับเชือกหลักได้สมบูรณ์ หรือไม่สามารถประกบปลายเชือกเข้ากับคาราบิเนอร์หรือห่วงเกี่ยวอุปกรณ์ได้ ดังนั้นจึงควรเลือกความยาวของพรูสิคแบบ VT ให้เหมาะสม

คุณสมบัติเฉพาะและความทนทาน

ความพิเศษของเชือกทำเงื่อนพรูสิค ควรมีความอ่อนตัวและโค้งงอได้มากกว่าเชือกโรยตัวทั่วไป เพื่อช่วยให้ผูกเงื่อนไปรอบเชือกหลักได้ง่าย และเชือกแผ่ตัวจับเชือกหลักได้ดีเมื่อพันไปโดยรอบ เชือกทำเงื่อนพรูสิคโดยเฉพาะจะสามารถจับเชือกหลักได้ดีกว่าการนำเชือกเซฟตี้ หรือเชือกโรยตัวมาดัดแปลงใช้เป็นเงื่อนพรูสิค แนะนำให้ใช้เงื่อนเชือกพรูสิคเย็บห่วงแบบมาตรฐาน Courant Ellipse , Bluewater Prusik Sewn Loop , เงื่อนเชือกพรูสิคเย็บห่วง CMC AZ Bound-Loop Prusik หรือเงื่อนพรูสิคแบบ VT เช่น Phoenix Sewn Eye To Eye , BlueWater VT Prusik เป็นต้น

คุณสมบัติการทนความร้อนของเชือกพรูสิค จะยิ่งช่วยเสริมความทนทาน หากเลือกพรูสิคที่ปลอกเชือกด้านนอกทำด้วยเส้นใยอะรามิด Aramid ที่ทนต่อความร้อนสูง} การเสียดสีในขณะใช้งาน และทนต่อการสึกหรอ เช่น เส้นใยอะรามิดชนิด Technora เทคนอร่า ซึ่งมีจุดหลอมเหลว (melting point) สูงถึง 500 องศาเซลเซียส เช่น เชือกพรูสิคเย็บห่วงสำเร็จ BlueWater VT Prusik ซึ่งปลอกของเชือกถักทอด้วย เส้นใยเทคนอร่าและแกนในทำจากเส้นใยไนลอน หรือเลือกพรูสิคที่ปลอกเชือกถักผสมผสานวัสดุ ระหว่างเส้นใยอะรามิดกับเส้นใยชนิดอื่น เช่น พรูสิคเย็บห่วงปลายสาย Phoenix Sewn Eye To Eye 8 มม. หรือเชือกพรูสิคเย็บสำเร็จเป็นห่วงเชือก Ellipse Prusik ซึ่งปลอกเชือกถักทอผสมระหว่างเส้นใยอะรามิด เทคนอร่ากับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ทำให้ได้พรูสิคที่อ่อนตัว, แผ่และจับเชือกหลักได้ดี ทนทานต่อรังสี UV เพราะมีโพลีเอสเตอร์ผสม และยังทนต่อความร้อนสูงด้วยคุณสมบัติของเทคนอร่า ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน กว่าเชือกพรูสิคที่ปลอกเชือกทำจากไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์เพียงอย่างเดียวอีกด้วย

ความเสียหายที่อาจเกิดกับปลอกเชือก

หน้าที่หลักของเงื่อนพรูสิค คือจับและชลอการเบคบนเชือกหลัก ในลักษณะ (safety valve) หากมีการรับแรงดึงหรือน้ำหนักที่มากเกินไป เงื่อนจะเลื่อนตัวเพื่อชลอแรงดึงออกไป ป้องกันความเสียหายโดยตรงต่อเชือกหลัก เมื่อพรูสิครูดและเลื่อนตัวไปบนเชือก แรงเสียดทานจะทำให้เกิดความร้อนสะสม และอาจละลายจนปลอกเชือกสึกหรอ ทั้งเชือกพรูสิคและเชือกหลัก เมื่อปลอกเชือกเสียหาย ประสิทธิภาพของเชือกจะลดลง หากปลอกเชือกขาดหรือมีรอยไหม้, กรอบหรือแตกออก ต้องเปลี่ยนเชือกใหม่ทันที และไม่ควรนำเชือกที่ชำรุดมาใช้ซ้ำ

ความแตกต่างระหว่างเชือกพรูสิค กับอุปกรณ์จับและเบรคเชือก

การจับเชือกด้วยการรูดและเลื่อนตัว เป็นคุณสมบัติที่ดีต่อเชือก ทำให้เงื่อนเชือกพรูสิคแตกต่างจากอุปกรณ์จับเชือกชนิด rope grab ซึ่งบีบและจับเชือกด้วยแคมโลหะ เมื่อนำอุปกรณ์จับเชือก rope grab ไปใช้รับแรงดึงสูง แคมโลหะจะกดและบีบลงบนเชือก ซึ่งถูกดึงจนตึงและแบนตัวออก หากเกิดแรงกระชากร่วมด้วย แคมซึ่งกดและบีบลงบนเชือกอย่างกระทันหัน จึงเหมือนการกระแทกอย่างรุนแรงคล้ายการสับลงไปบนเชือก สามารถทำให้เชือกขาดและเสียหายได้ อุปกรณ์จับเชือกชนิด rope grab ยังมีราคาสูงกว่าเชือกพรูสิค ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้งานควรนำไปใช้รับน้ำหนักหรือแรงดึงที่ไม่เกินกว่ามาตรฐานที่อุปกรณ์กำหนด


ข้อดีของการเย็บห่วงปลายเชือก

การผูกเงื่อนพรูสิคด้วยเชือก เริ่มจากการนำปลายเชือกทั้งสองด้านมาผูกเป็นเงื่อนหัวล้านชนกัน (Double fisherman) และพันไปรอบเชือกหลัก 2-3 รอบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกครั้งที่มีการสร้างปมขึ้นบนเชือก เชือกจะลดความแข็งแรงลงจากการรับแรงดึงที่ระบุไว้ เฉลี่ยค่ามาตรฐานที่ 50 % การเย็บห่วงเชือกแบบสำเร็จรูป จากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้ ใช้จักรระบบคอมพิวเตอร์ขั้นสูง เย็บปลายเชือกเข้าด้วยกัน โดยมีห้องปฏิบัติการณ์สากลออกใบรับรองการรับแรงดึงที่ตรวจสอบได้ จึงมีความแข็งแรงและทนทานสูงกว่าการทำเงื่อนเอง และการเย็บห่วงปลายเชือก ยังช่วยรักษาความแข็งแรงของเชือกไว้ 100% อีกด้วย

ประโยชน์ของพรูสิคแบบเย็บห่วงสำเร็จพร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นพรูสิคแบบห่วงเชือก เช่น Courant Ellipse หรือ CMC Bound Prusik Loop หรือพรูสิคแบบ VT พรูสิคแบบมีห่วงปลายเชือกทั้งสองด้าน เช่น Courant Phoenix Sewn Eye To Eye, Bluewater VT หรือ Teufelberger Ocean Polyester E2E ซึ่งเราพบว่าเชือกพรูสิคแบบเย็บห่วงปลายสาย VT สามารถพันเชือกหรือทำเงื่อนได้หลากหลายกว่า พรูสิคแบบห่วงเชือกเย็บปลายเข้าหากันเป็นวง การมีห่วงเย็บสำเร็จขนาดกะทัดรัดเท่ากับขนาดของตัวเชือก เชือกจะไม่พันทับกันจึงไม่เกิดปมและยังทำให้ห่วงมีขนาดเล็กกว่าการผูกเงื่อนเอง นอกจากจะได้ความแข็งแรงเต็มพิกัดเชือกแล้ว ยังช่วยให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงในการผูกเงื่อนไม่ถูกต้องได้อีกด้วย

การเลือกเงื่อนพรูสิค

  • เลือกขนาดเชือกพรูสิค ให้เล็กกว่าเชือกหลักที่นำไปจับประมาณ 2-3 มม.
  • หากเลือกวิธีทำพรูสิคโดยการพันรอบเชือก สามารถเลือกใช้เงื่อนพรูสิคเย็บเป็นห่วงเชือก (Courant Ellipse , CMC Bound Prusik Loop)
  • หากเลือกใช้กับการพันเงื่อนพรูสิคแบบ VT ควรใช้เชือกพรูสิคเย็บห่วงปลายสาย (Courant Phoenix Sewn Eye To Eye , Bluewater VT)
  • ควรเลือกปลอกเชือกพรูสิค ที่ทำจากเส้นใยอะรามิดเทคนอร่า ซึ่งทนต่อความร้อนและมีจุดหลอมเหลวสูงถึง 500ºC เพื่อทนต่อการละลายเมื่อต้องใช้รับแรงดึงสูง
  • ไม่ควรใช้พรูสิคที่ทำจากเส้นใย ซึ่งมีจุดหลอมเหลวต่ำ เช่น UHMWPE – Ultra High Molecular Weight Polyethylene(Dyneema ไดนีม่า ) ซึ่งมีจุดหลอมเหลวประมาณ 145 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าไนลอนซึ่งมีจุดหลอมเหลวถึง 245 องศาเซลเซียส
  • หากใช้รับน้ำหนักไม่มาก หรือขึ้นและลงเชือกเพียงคนเดียว ถ้าพันเชือก 3 รอบแล้วเงื่อนจับเชือกแน่นเกินไป ลองลดจำนวนการพันให้เหลือ 2 รอบ (สังเกตความแตกต่างที่เกิดขึ้น)

เป็นการตอบที่ยาก หากถามเราว่าเชือกพรูสิคแบบไหนดีที่สุด เพราะรายละเอียดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น คุณสมบัติของเชือกหลักที่ใช้, โครงสร้างเชือก, วัสดุในการผลิตเชือก, น้ำหนักที่ใช้ในการรับแรงดึง, วิธีการพันเงื่อน ฯ วิธีเดียวที่จะรู้ว่าคุณควรใช้เชือกพรูสิคขนาดเท่าไหร่ และประเภทเชือกพรูสิคแบบไหน คือการทดลองใช้ร่วมกันเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าพรูสิคสามารถจับกับเชือกหลักได้ การจับนั่นแน่นหรือหลวมเกินไป ทดลองหาจุดสมดุลของเชือกพรูสิคและเชือกหลัก ด้วยเหตุนี้เราจึงทดสอบเชือกพรูสิคแต่ละชนิด ที่ผลิตจากวัสดุที่แตกต่างกัน และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางต่างกัน ร่วมกับเชือกโรยตัว เชือกปีนต้นไม้ เชือกทำงานบนที่สูง เชือกกู้ภัย ฯ หลายขนาด หลายรุ่น เพื่อช่วยตอบคำถามให้คุณได้เข้าใจ หากมีข้อสงสัยโปรดติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของเราได้ที่ Line ID: @seaairthai

ข้อความและภาพเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท ซี แอร์ ไทย จำกัด ห้ามล้อเลียนหรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยขออนุญาต


หมวดหมู่สินค้า