ข้อมูลความรู้

รอบรู้โครงสร้างและประสิทธิภาพรอก Pulley Design

“รอก” Pulley คือ ล้อซึ่งหมุนด้วยแกนระหว่างแผ่นด้านข้างรอก ออกแบบเพื่อใช้เปลี่ยนทิศทางในการดึงเชือก หรือทำระบบรอกทดแรง Mechanical Advantage เพื่อช่วยในการดึงขึ้นหรือยกวัตถุสิ่งของ ในการใช้งานเชือกอย่างเป็นระบบ รอกถือเป็นอุปกรณ์หลักในการใช้ทดแรงเพื่อช่วยดึงขึ้น

ล้อของรอก เรียกว่า sheave ออกแบบมาเพื่อรองรับเชือกหรือให้เชือกวิ่งผ่าน ล้อรอกส่วนมากมักทำจากอลูมิเนียม แต่ก็มีล้อรอกซึ่งทำจากสแตนเลส สำหรับใช้งานร่วมกับสายเคเบิลโลหะอีกด้วย

การวัดขนาดรอก

ขนาดของรอก ถูกกำหนดโดยเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อรอก ซึ่งเป็นจุดที่เชือกหรือสายเคเบิลสัมผัสกับรอก ซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิด และวัดขนาดของรอก จากแผ่นด้านข้างหรือส่วนที่กว้างที่สุดของตัวรอก การวัดรอกทำอย่างไร ตัวอย่างเช่น ล้อรอกมีขนาด 2 นิ้ว วัดจากระยะของล้อรอก ตรงจุดที่เชือกสัมผัสกับล้อรอกด้านใน ขนาดที่เหมาะสมของรอกก็ขึ้นอยู่กับขนาดเชือกที่ใช้ด้วยเช่นกัน แต่เดิมรอกถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ และมักจะเป็นเรื่องปกติ ที่รอกจะมีขนาดใหญ่กว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเชือกถึง 8 เท่า เหตุเพราะแต่เดิมเชือกที่มีจำหน่ายและผลิตอย่างแพร่หลาย มักทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น เชือกปอ เชือกป่าน เชือกใยยักษ์ หรือเชือกมะนิลา Manila และเชือกเหล่านี้มีปลอกเชือกเป็นเกลียว หากรอกมีขนาดเล็กกว่าเชือก เกลียวของเชือกจะเสียดสีและทำให้รอกสึกหรอได้ง่าย จึงเน้นใช้รอกขนาดใหญ่กว่าเชือกเป็นหลัก

แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตเชือกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เชือกมีแนวโน้มที่จะมีขนาดเล็กลง แต่ยังคงความแข็งแรง การใช้เชือกเส้นใยธรรมชาติ ที่มีอัตราการยืดตัวสูงกว่า ทนทานน้อยกว่าและทำให้รอกสึกหรอได้ง่ายจึงเริ่มลดลง การทำงานบนที่สูง Work at Height หรือการใช้เชือกเข้าถึงพื้นที่ Rope Access หรือการช่วยเหลือกู้ภัยด้วยเชือก Rope Rescue ปัจจุบันหันมาใช้เชือกใยสังเคราะห์แบบมีแกนในและแกนนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งเชือกใยสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์ จะอ่อนตัวและยืดหยุ่นมากกว่า รอกจึงไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เกินจำเป็นอีกต่อไป

ขนาดของรอกที่สัมพันธ์กับเชือก

เชือกในปัจจุบันมีโครงสร้างเชือกแบบมีแกนในและแกนอก ขนาดของรอกควรใหญ่กว่าเส้นผ่าศูนย์กลางเชือกไม่น้อยกว่า 3 เท่า ตัวอย่างเช่น เชือกขนาดครึ่งนิ้ว 1/2 นิ้ว (13 มม.) แนะนำให้ใช้ล้อรอกขนาด 1.5 นิ้ว เพื่อขนาดรอกและเชือกที่พอดี ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป เกิดความสมดุลกับการใช้งาน หรือหากต้องการให้รอกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรเพิ่มขนาดโดยใช้รอกที่ใหญ่กว่าเส้นผ่าศูนย์กลางเชือกเป็น 4 เท่า แต่ต้องไม่ลืมว่าขนาดรอกที่ใหญ่ขึ้น น้ำหนักของอุปกรณ์โดยรวมในระบบเชือก ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

ความกว้างล้อรอกสำคัญอย่างไร

เหตุใดจึงควรให้ความสำคัญกับความกว้างของล้อรอก ถ้าคุณใช้เชือกที่มีขนาดเล็กกว่าล้อรอกหรือขนาดที่พอดี เชือกจะอยู่บนล้อรอก ไม่เกิดปัญหาขณะใช้งาน แต่หากคุณใช้เชือกที่มีขนาดใหญ่กว่าล้อรอก ถึงแม้ว่าเชือกดูพอดีกับรอก แต่เมื่อเชือกรับน้ำหนักในขณะใช้งาน เชือกจะเกิดการแผ่ขยายตัว และแบนออกด้านข้าง จนไปสัมผัสกับแผ่นด้านข้างรอก ทำให้เกิดการเสียดสีและแรงเสียดทาน ยิ่งทำให้การทดแรงไม่เกิดประสิทธิภาพ และรอกเกิดการสึกหรอจากด้านใน ทั้งเชือกและรอกก็จะมีอายุการใช้งานลดลงอีกด้วย

ชนิดของรอก Bushings และลูกปืน Bearings ประสิทธิภาพที่คุณเลือกได้

ล้อรอกที่หมุนไปบนแกนนั่น จะทำงานได้ต้องอาศัยแหวน Bushings หรือลูกปืน Bearings เพื่อให้เกิดการหมุนที่ราบรื่น โครงสร้างล้อรอกมีรูปแบบที่แตกต่างกันดังนี้ :

  • รอกที่ใช้แหวนพลาสติก Plastic Bushings: แหวนของล้อรอกที่ทำจากพลาสติก เป็นรอกที่มีราคาถูกที่สุด เหมาะสำหรับใช้งานเบาๆ หรือยกวัตถุสิ่งของที่มีน้ำหนักไม่มาก ไม่ควรนำไปใช้รับน้ำหนักที่มากเกินไป อาจทำให้เสียรูปจนล้อหักหรือแตกและหยุดหมุนได้ สำหรับการใช้ยกบุคคลไม่ควรใช้ล้อรอกประเภทนี้ เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการชำรุดได้ง่าย
  • แหวนโลหะชุบน้ำมันหรือจารบี Oilite Bushing: ล้อรอกที่ทำจากแหวนทองเหลืองหรือเหล็ก แต่เดิมถูกออกแบบเพื่อใช้กับเครื่องปั้มน้ำ แหวนประเภทนี้จะคุณภาพดีกว่าแหวนพลาสติกอยู่บ้าง เนื่องจากใช้วัสดุที่แข็งกว่า จึงไม่เสียรูปทรงหรือแตกง่ายในขณะรับน้ำหนัก แต่ยังมีปัญหาจาก แหวนที่ไม่ปิดผนึก มีช่องให้สิ่งสกปรกต่างๆ สามารถเข้าไปภายในล้อรอกได้ง่าย จึงยากต่อการทำความสะอาด และอาจเกิดการสะสมของสนิมภายใน ทำให้เกิดแรงเสียดทานเพิ่มขึ้นด้วย ตัวล้อรอกยังไม่ได้ถอดออก เพื่อทำความสะอาดคราบสกปรกต่างๆได้ จุดเด่นของรอกที่ใช้แหวนโลหะชุบน้ำมันหรือจารบี Oilite Bushing คือมีราคาถูกกว่าล้อรอกชนิดลูกปืนปิดผนึก Sealed Ball Bearings เหมาะสำหรับใช้รับน้ำหนักเบาถึงปานกลางและถ้าได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ล้อรอกชนิดนี้ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ารอกที่ใช้แหวนพลาสติก
  • ล้อรอกชนิดลูกปืนปิดผนึก Sealed Ball Bearings: เป็นล้อรอกที่มีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อน ต้องใช้ลูกปืนคุณภาพสูงและทนทาน กว่าการใช้แหวนสวมบนแกน Bushings ภายในล้อจะประกอบไปด้วยลูกปืนเล็กๆ จำนวนมาก ล้อรอกจะวิ่งได้ลื่นไหลกว่า ลดแรงเสียดทานได้ดีกว่า จุดเด่นของล้อรอกชนิดลูกปืนปิดผนึก Sealed Ball bearings คือไม่จำเป็นต้องได้รับการบำรุงรักษา ไม่จำเป็นต้องหยอดน้ำมันหรือจารบี และการใช้งานยังมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าล้อรอกชนิดแหวนพลาสติก Plastic Bushings หรือแหวนโลหะชุบน้ำมัน Oilite Bushing หลายเท่า

ประสิทธิภาพของรอกกับการลดแรงเสียดทาน

ประสิทธิภาพของรอกคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ หมายถึงความสามารถที่รอกช่วยลดแรงเสียดทาน เป็นหัวใจหลักในการเลือกซื้อรอก รอกที่ล้อรอกทำจากแหวนโลหะชุบน้ำมัน Oilite Bushing จะมีประสิทธิภาพการทำงานประมาณ 60-75% จาก 100% เมื่อเทียบกับรอกขนาดเดียวกัน ที่ทำจากล้อรอกชนิดลูกปืนปิดผนึก Sealed Ball Bearings ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงถึง 75-90% โดยปกติเมื่อรอกรับน้ำหนักโหลดที่เพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของรอกจะลดลง ยิ่งใช้รอกที่ไม่ได้มาตรฐานหรือประสิทธิภาพต่ำกว่า 50% ก็เท่ากับรอกไม่ได้ช่วยทดแรงให้คุณเลย กลับสิ้นเปลืองแรง และเป็นภาระในการใช้แรงดึงที่มากขึ้น เช่น ใช้ระบบรอกลากไปบนพื้นราบ , ใช้รอกประกอบเชือกถูไปบนเนิน, ขอบอาคาร, ปากถ้ำ, ปล่องท่อต่างๆ การใช้ชุดรอกโดยไม่แขวนรอก ไว้บนจุดยึดในแนวดิ่งที่เหมาะสม จะยิ่งทำให้การยกน้ำหนักเป็นได้ยาก หรือต้องใช้แรงดึงมากกว่าการไม่ใช้รอกเสียด้วยซ้ำ และยังลดอายุการใช้งานอุปกรณ์ เพิ่มความสึกหรอโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

เลือกอย่างไร ไม่เปลืองแรง

หลักการพิจารณาเลือกรอกเพื่อใช้งานให้เหมาะสม อาจไม่สามารถเลือกและดูจากรูปในอินเตอร์เน็ตได้เพียงอย่างเดียว บางครั้งจะเห็นประสิทธิภาพได้ ก็ต่อเมื่อทดลองใช้งานจริงแล้วเท่านั้น รอกเป็นอุปกรณ์ที่ไม่สามารถแสวงเครื่อง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับรอกคุณภาพสูงได้ ผู้ใช้งานมือใหม่หรือเริ่มต้นมองหารอกทดแรง อาจต้องลองผิดลองถูก หรือลงทุนเพิ่มในภายหลัง เพื่อให้ได้รอกที่มีประสิทธิภาพดี และประหยัดแรงกว่าเดิม อุปกรณ์บางอย่างอาจจะเหมาะสมที่จะเน้นราคาประหยัด แต่หากเป็นรอกซึ่งต้องใช้ทดแรง หรือยกบุคคลขึ้นลง ในงานที่มีความเสี่ยงแล้ว แนะนำให้คุณมองเลือกซื้อรอกคุณภาพดี เพื่อประหยัดแรงและลดความเสี่ยง อย่ากลัวว่ารอกดีดีจะต้องมีราคาสูงเสมอไป ในฐานะผู้แทนจำหน่ายจากโรงงานผลิตรอก ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เรามีศูนย์ฝึกอบรมมาตรฐานสากล และมีรอกทดแรงเกือบทุกชนิด ซึ่งได้รับมาตรฐานความปลอดภัยที่ทั่วโลกยอมรับ ให้คุณเลือกอย่างประหยัดและคุ้มค่าครับ

Read more...

เวลาหรือราคา และต้นทุนแท้จริง ที่ไม่ควรมองข้าม

ความคุ้มค่าในการเลือกอุปกรณ์ มีข้อควรคำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง รวมทั้งเวลาที่เสียไป แลกกับประโยชน์ทีได้รับ การทำงานที่มีความเสี่ยง นอกจากจะต้องรวดเร็ว แข่งกับเวลาแล้ว การเลือกวิธีการที่เรียบง่าย รวดเร็วและได้ผลดี ย่อมดีกว่าขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน เสี่ยงต่อความผิดพลาด ซึ่งสุดท้ายอาจไม่คุ้มค่าอย่างที่คิด เมื่อเทียบกับการใช้วีธีการและอุปกรณ์ที่ถูกต้อง ตั้งแต่ครั้งแรก

CMC MPD Multi-Purpose Device

ปัจจุบันทางเลือกใหม่ๆ ของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เชือก มีความหลากหลายมากขึ้น วัสดุทางเลือกเริ่มมีการพัฒนา คิดค้นและออกแบบขึ้นทดแทน เช่น เปลี่ยนจากเชือกมะนิลามาใช้เชือกใยสังเคราะห์, การโรยตัวจากเดิม ที่ใช้เชือกพันกับคาราบิเนอร์เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันมีอุปกรณ์โรยตัว ให้เลือกหลากหลายมากขึ้น เมื่อมีแนวคิดใหม่ๆ การทดสอบและพัฒนาก็เริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น หากคุณได้อ่านคู่มือการใช้งานเชือกเล่มเก่าๆ จะเห็นชัดว่าวิธีการเดิมนั่น เมื่อใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ จะได้ผลลัพท์ที่รวดเร็ว, ปลอดภัย และง่ายต่อการปฎิบัติและจดจำมากกว่า

เวลาในการฝึกใช้งานหรือการอบรม ก็เป็นต้นทุนสำคัญที่ควรคำนึงถึง ถ้าผู้ผ่านการฝึกใช้งานอุปกรณ์ไปแล้ว จำไม่ได้ว่าอะไร ควรจะอยู่ตรงไหน และใช้งานอย่างไร การอบรมที่ผ่านไปก็ไร้ความหมาย อุปกรณ์และวิธีการที่นำมาใช้ ควรง่ายต่อความเข้าใจ และเพียงพอที่จะทำให้ผู้ใช้งาน จดจำวิธีการใช้ได้ แม้จะไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน เนื่องจากความผิดพลาดและอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ยิ่งเวลาผ่านไปหากมีเหตุจำเป็นให้ต้องใช้งานเร่งด่วน ก็ยิ่งเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ผู้ใช้ควรทำความเข้าใจและฝึกความคุ้นเคยกับอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยง และในการอบรมจะต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติอย่างเพียงพอ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเกิดความชำนาญ

Traditional RPM (Rack, Pulley, Mariner's Hitch) Rope System

ตัวอย่างการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ให้รวดเร็วและแก้ไขข้อจำกัดเดิมๆ ของหน่วยดับเพลิงหลายๆแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งแต่เดิมใช้การติดตั้งเชือกกู้ภัยด้วยระบบ RPM - (Rack Pulley Mariner's) ซึ่งเป็นวิธีการในยุคแรกเริ่ม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนที่สูง ที่ใช้กับเชือกเส้นหลัก Main Line และเชือกกันตก Belay / Safety Line

ภายหลังเมื่อ CMC คิดค้นอุปกรณ์ทดแทน คือ Multi-Purpose Device (MPD) รอกเอนกประสงค์ MPD ซึ่งเป็นรอกกันตก ประสิทธิภาพสูง ช่วยลดแรงเสียดทานในการทดแรง และสามารถจับหรือเบรคเชือก ป้องกันการตกได้ต่อเนื่อง สถานีดับเพลิงหลายๆแห่ง จึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้ MPD ทดแทนระบบ RPM ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์หลายชิ้นดังต่อไปนี้ รางเบรคเชือก brake bar rack, รอกเดี่ยว single pulley, แผ่นกระจายน้ำหนัก anchor plate, คาราบิเนอร์ carabiners, เชือกพรูสิค prusik cord และชุดสายโยงผ่อนน้ำหนัก load release strap น้ำหนักรวมประมาณ 2.7 กิโลกรัม และใช้เวลาติดตั้งนานกว่า บ่อยครั้งที่ผู้ใช้มักจะลืมขั้นตอน และใช้เวลาฝึกทบทวนมากกว่า เมื่อเทียบกับการใช้รอก MPD ซึ่งมีน้ำหนัก 0.95 กิโลกรัม ติดตั้งได้ง่ายกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า ไม่ต้องสลับอุปกรณ์ เพื่อปลดน้ำหนักที่แขวนอยู่บนเชือก ก่อนจะเปลี่ยนมาทำการผ่อนลงให้เสียเวลาอีกต่อไป หากเปรียบเทียบเวลาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระหว่างการใช้ MPD ทดแทน RPM แล้ว การใช้ MPD ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

การคำนวนความคุ้มค่า ต้องมองให้เห็นต้นทุนที่แท้จริง และไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ใดๆ ผู้ใช้ควรมีการฝึกและทบทวนการใช้งานอยู่เสมอ แม้อุปกรณ์นั่นจะใช้งานง่ายเพียงใดก็ตาม ปัจจัยสำคัญในการหาความคุ้มค่า ต้องเปรียบเทียบคุณภาพ, ความทนทาน, การใช้งานที่รวดเร็ว และความปลอดภัยที่ได้รับร่วมด้วย แม้ว่าระบบ RPM จะถูกทดแทนด้วย MPD มานานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม ล่าสุด MPD พัฒนาไปอีกขั้นให้ใช้งานง่ายขึ้น และคล่องตัวยิ่งขึ้น พบกับ MPD โฉมใหม่เร็วๆนี้

Read more...

การใช้เงื่อน เพื่อการโรยตัวที่ถูกวิธี

กลายเป็นเรื่องปกติ ที่หลายคนชอบตั้งคำถามเหมือนเล่นเกมส์ "ถ้าหาก….?" สำหรับคำถามเรื่องการโรยตัว ถ้าหาก…? มักจะเริ่มด้วยคำถามที่ว่า "ถ้าหากไม่มีห่วงโรยตัว รูปเลข 8….หรือ อุปกรณ์อื่นล่ะ (จะโรยตัวได้หรือไม่?)" แล้วถ้าเราจะถามกลับว่า ถ้าคุณไม่มีสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย เช่น เชือกล่ะ? เพราะถ้าไม่มีเชือก คุณก็คงโรยตัวไม่ได้ แต่ถ้าหากขาดอุปกรณ์บางอย่างไป อาจจะดัดแปลงหรือหาวิธีอื่นมาทดแทนกันได้ครับ

ในประเทศไทยส่วนมาก แต่เดิมอุปกรณ์โรยตัวยังไม่มีให้เลือกใช้ เราจึงยังคงเห็นการโรยตัวโดยใช้เชือกโรยตัว พันเข้ากับคาราบิเนอร์ 'Carabiner Wrap' กันอยู่มาก ในการพันเชือกเข้าคาราบิเนอร์ เชือกจะถูกพันแกนในของคาราบิเนอร์ 1-2 รอบ เพื่อให้เกิดแรงเสียดทาน เป็นวิธีการโรยตัวสำหรับคนคนเดียว แต่ด้วยวิธีนี้แรงเสียดทานที่เกิดจากจุดสัมผัสจะมีน้อย และบ่อยครั้งที่เกิดอุบัติเหตุและผู้โรยตัวได้รับบาดเจ็บ ดังที่เราเห็นในภาพอุบัติเหตุจากการฝึกทั้งที่มาจากประเทศไทยและจากที่อื่นๆ ทั่วโลก

วิธีที่ปลอดภัยกว่าการพันเชือกเข้ากับแกนของคาราบิเนอร์ คือ การใช้เงื่อน Munter Hitch (มัน-เตอร์-ฮิช) หรือ Italian Hitch (อิตาเลี่ยน-ฮิช) เพื่อใช้ในการควบคุมหรือผ่อนน้ำหนัก ลง ด้วยแรงเสียดทานภายในของตัวเงื่อนเอง รวมถึงการสลับฝั่งในการดึง เงื่อน Munter Hitch จึงถูกนำมาใช้ในการโรยตัวหรือผ่อนบุคคลลงจากที่สูงได้ดี "ถ้าหาก…ทำแบบนี้แล้วเชือกจะสึกหรอมั้ย?" ตอบว่าเชือกที่เคลื่อนไหวและเกิดการสัมผัสอย่างสม่ำเสมอด้วยแรงที่เท่ากัน โดยเชือกไม่ได้ไขว้หรือตัดขวางในจุดใดจุดหนึ่ง เชือกจึงไม่เกิดการบีบรัดหรือตัดเฉพาะจุด แต่ปัญหาหนึ่งของการโรยตัวด้วยเงื่อน Munter Hitch หรือ Italian Hitch คือการที่เชือกบิดตัวได้มาก หากโรยตัวด้วยระยะการโรยที่สูงมาก หรือต้องโรยตัวลงหลายๆครั้งกับเงื่อนนี้ เชือกจะบิดหรือตีเกลียวได้ง่าย

"แล้วถ้าหาก…ไม่ใช้เงื่อนนี้ จะใช้เงื่อนอะไรดี?" เงื่อนที่ใกล้เคียงกัน และช่วยลดการบิดเกลียวให้น้อยลง คือ เงื่อน 'Super Munter Hitch' (ซูเปอร์-มัน-เตอร์-ฮิช) ซึ่งเป็นเงื่อนเชือกพิเศษ ที่เริ่มนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และเป็นเงื่อนที่มีประโยชน์ต่อการโรยตัวอย่างมาก เหมือนเป็นการใช้ Munter Hitch สอดกลับบนตัวเงื่อนอีกชั้นหนึ่ง แทนที่จะเรียก Munter Hitch 2 ชั้น ควรเรียกว่า Super Munter Hitch ตามชื่อสากลนะครับ เงื่อนนี้เพิ่มแรงเสียดทานขึ้นได้มากกว่า Munter Hitch ปกติ และด้วยแรงเสียดทานที่มากขึ้นนี้เอง ยังสามารถใช้ผ่อนน้ำหนักบุคคล 2 คน ในเวลาเดียวกันได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหากใช้เพียงการพันเชือกเข้าคาราบิเนอร์ธรรมดา Carabiner Wrap เพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถผ่อนน้ำหนักที่มากกว่าบุคคลคนเดียวได้ปลอดภัยแน่นอน ประโยชน์ในการใช้ Super Munter Hitch อีกข้อก็คือ เมื่อเชือกวิ่งผ่านตัวมันเองในทิศทางย้อนกลับครั้งที่ 2 การคลายการบิดเกลียวของเชือก ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

ข้อควรคำนึงของทั้งการใช้เงื่อน Munter Hitch และ Super Munter Hitch คือ ควรใช้คาราบิเนอร์ทรงลูกแพร์ 'pear shape' หรือ ภาษาเยอรมันเรียกว่ารูปทรง HMS - Halbmastwurfsicherung (ลองอ่านเอาตามที่สบายใจดูนะครับ) สำหรับคาราบิเนอร์ทรงลูกแพร์ เช่น Rock Exotica Pirate Carabiner จะเหมาะสมกับการใช้เงื่อนเชือกนี้ในการโรยตัว เพราะคาราบิเนอร์ทรงรูปตัวดี 'D shape' จะไม่มีส่วนโค้งด้านบนที่กว้างพอ ในการทำเงื่อนลักษณะนี้ให้เกิดประสิทธิภาพได้เต็มที่ครับ แม้ว่าเงื่อน Munter Hitch และ Super Munter Hitch จะง่ายต่อการผูกและใช้งาน ก็ควรฝึกใช้ให้ถูกต้อง ก่อนจะนำไปประกอบในการโรยตัวซึ่งมีความเสี่ยง หวังว่าภาพวีดีโอของเรา จะช่วยอธิบายให้เห็นการทำงานของเงื่อนได้ชัดเจน และตอบคำถามการใช้อุปกรณ์โรยตัว แบบน้อยที่สุดและปลอดภัยสูงสุดได้ชัดเจนครับ

Read more...

การเอาตัวรอด จากอากาศยานประสบเหตุ

เหตุการณ์เครื่องเฮลิคอปเตอร์สัญชาติไทยตกในประเทศพม่า และต่อมานักบินรอดชีวิตนั่น ควรเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้เกี่ยวขัองทางการบินทุกคน ทั้งที่เป็นนักบิน, ช่างอากาศยาน และผู้ที่ทำงานในสายงานการบิน ได้ฉุกคิดและหันกลับมาทบทวนการเตรียมตัวต่อเหตุไม่คาดฝันทางการบินที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

ในขณะที่อากาศยานกำลังบินอยู่นั้น โดยส่วนมากมีความปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยอันตรายทุกวินาทีเช่นกัน แน่นอนที่มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับปีกหรือบินเองไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาเครื่องจักรที่จะพาเราบินไปยังที่ต่างๆ แต่เครื่องจักรก็มีโอกาสชำรุดและเกิดปัญหาขึ้นได้เสมอ ปัญหาที่ว่านี้อาจจเกิดขึ้นในขณะที่เราอยู่บนลานบิน หรือหาที่ปลอดภัยร่อนลงจอดได้ อย่างดีก็คือเราสามารถออกจากที่เกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย หรืออาจจะเกิดขึ้นในเวลาที่แย่ที่สุด ขณะกำลังบินอยู่ในป่าหรือสภาพอากาศเลวร้าย ในระหว่างที่เครื่องบินอยู่ไม่ห่างจากพื้น

นักบินทั้งที่มีประสบการณ์สูง หรือเพิ่งจะเริ่มบินก็สามารถจะหลงสถานที่เพราะอากาศแปรปรวน, ความมืดและสภาพภูมิประเทศ เป็นเหตุให้เสียการควบคุมและตก หรือต้องร่อนลงฉุกเฉินอย่างรุนแรง ผมขอเล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว กับนักบินผู้ไม่ชำนาญพื้นที่ ทำการบินด้วยทัศนวิสัยจากการมองเห็น Visual Flight Rule = VFR บินต่ำกว่าฐานเมฆและเหนือร่องเขา และพยายามบินผ่านเทือกเขา โดยมารู้ตัวอีกทีเมื่อมาเจอกับภูเขาสูง จึงพยายามบินขึ้นไปหาเมฆ แต่ร่องเขาที่บินอยู่ในขณะนั้นแคบมาก เขาพยายามบินกลับเข้าเส้นทางเดิม ปรากฏว่าเครื่องบินพุ่งชนเข้ากับไหล่เขา (เราทำการบินค้นหาและพบร่างไร้วิญญาณของนักบินคนนี้ในวันรุ่งขึ้น)


เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ขณะบินค้นหาที่เกิดเหตุ

ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉลี่ยอุบัติทางอากาศยานจากเครื่องบินพลเรือน มีประมาณ 1,500 เหตุต่อปี ปีที่ผ่านมาสถิติแสดงให้เห็นชั่วโมงบินของเฮลิคอปเตอร์ประมาณ 1.8 ล้านชั่วโมง เกิดอุบัติเหตุทางอากาศยานแล้วถึง 140 ครั้ง จากอุบัติเหตุทั้งหมด 29 กรณีพบผู้เสียชีวิต 75 คน อีก 28 คนบาดเจ็บสาหัสและอีก 40 คนบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น

จะมีนักบินสักกี่คนคิดวางแผนก่อนหากว่าอาจต้องพบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน นักบินฝึกขั้นตอนการปฎิบัติกรณีเหตุฉุกเฉินอยู่เป็นประจำ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระหว่างทำการบิน แต่จะมีนักบินกี่คน ที่ฝึกหรือเตรียมตัวมากกว่าการฝึกร่อนลงฉุกเฉิน แต่เตรียมพร้อมหากจะต้องดำรงชีพในพื้นที่เกิดเหตุนั่นเองด้วย

การมุ่งมั่นเอาชีวิตรอด Decide to Survive

นักบินและผู้อยู่บนอากาศยาน ควรเตรียมพร้อมและตั้งรับการลงจอดแบบไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ผู้ประสบเหตุทางอากาศยานที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ตามสถิติแล้วจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 50% ภายในห้วงเวลา 72 ชั่วโมงแรกหลังจากเกิดเหตุ และสถิติที่น่าสนใจต่อมาคือ เวลาเฉลี่ยในการค้นหาอากาศยานประสบเหตุ ซึ่งนักบินไม่ได้ส่งแผนการบิน พบเฉลี่ยอยู่ที่ 62.5 ชั่วโมง หลังจากได้รับการรายงานอากาศยานสูญหาย

การจัดทำแผนการบิน เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งต่อมาคือการบินให้ได้ตามแผนที่วางไว้ สำหรับภารกิจของเฮลิคอปเตอร์ทางทหารและเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ในระหว่างการบินอาจจะไม่สามารถปฏิบัติได้ตามแผนที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และอากาศในขณะเข้าทำการช่วยเหลือ แต่การสื่อสารไปยังหน่วยงานต้นสังกัด, อากาศยานหรือสนามบินที่อยู่ใกล้เคียง ก็จะช่วยเพิ่มอัตราการค้นพบอากาศยานที่ตกได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่ควรส่งต่อ ควรจะรวมถึงพิกัดปัจจุบันและพิกัดปลายทางบางครั้งการแจ้งระยะห่างจากสถานีวิทยุช่วยการเดินอากาศ (VOR) หรืออย่างน้อยการแจ้งสภาพพื้นที่ของเส้นทางบินที่กำลังบินอยู่

GPS Tracking System on Helicopter

ทิ้งแผนการบินไม่กับผู้ที่เกี่ยวข้องบนภาคพื้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานต้นสังกัด ถ้าคุณเป็นตำรวจหรือทหารหรือแม้แต่พลเรือน ก็ควรทิ้งแผนการบินไว้กับคนที่จะสามารถแจ้งข่าวไปยังผู้บังคับบัญชา หากไม่ได้รับการติดต่อภายในเวลาที่คาดการณ์เอาไว้

ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเรียกกันว่า “Drop dead time” ถ้าคนที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับการติดต่อจากนักบินตามเวลาที่สมควร เขาจะพยายามติดต่อกลับไปทันที และสิ่งที่ควรทำทุกครั้งคือตรวจเช็คและทดสอบ เครื่องส่งสัญญาณแจ้งพิกัดดาวเทียมขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือ ELT (Emergency Locator Transmitter) ก่อนทำการบินอยู่เสมอว่า ยังทำงานได้ตามปกติ

เมื่อร่อนลงพื้นได้แล้ว จะทำอะไรต่อไป You Made It To The Ground, Now What?

  1. ออกจากอากาศยานประสบเหตุให้เร็วที่สุด ถ้าเป็นเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก คุณจะต้องมั่นใจว่าใบพัดหลักและใบพัดหางหยุดหมุน ก่อนที่จะพยายามเอาตัวออกมาจากเฮลิคอปเตอร์นั่น
  2. อย่าลืมนำกระเป๋าหรือเป้อุปกรณ์ยังชีพติดตัวมาด้วย (ผมจะแนะนำว่าในนั่นควรมีอะไรบ้างต่อไป)
  3. พยายามอย่าตกใจแต่ให้คิด มองไปรอบๆ และหายใจลึกๆ พยายามควบคุมอารมณ์ให้ได้
  4. นับจำนวนผู้โดยสารและผู้ที่เดินทางมาด้วย เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตรวจดูว่าทุกคนออกมาจากอากาศยานอุบัติเหตุครบแล้ว
  5. ออกห่างจากอากาศยานนั้น จนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัยและสามารถเข้าใกล้ได้อีกครั้ง

ประเมินสถานการณ์ Size Up The Situation

แต่ละสถานการณ์ย่อมต่างกันไป คุณอาจจะโชคดีร่อนลงใกล้กับที่ที่มีคนเห็นเครื่องบินตกเข้าพอดี และช่วยโทรแจ้งให้คนมาช่วย หรือหากไม่มีใครคุณจะต้องวิทยุหรือติดต่อไปแจ้งภาวะฉุกเฉินเอง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว หากคุณอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เช่น ในป่า หรือที่ห่างไกลผู้คน การช่วยเหลือก็จะใช้เวลายาวนานขึ้นเป็นชั่วโมงหรือนานกว่านั้น…

หากต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้ คุณควรจะให้ความสำคัญกับสิ่งต่อไปนี้

  1. อุปกรณ์สื่อสารขอความช่วยเหลือเปิดอยู่, ใช้งานได้และทำงานอยู่หรือไม่
  2. อุปกรณ์หรือเครื่องมืออะไร ที่คุณมีติดตัว
  3. สภาพพื้นที่เป็นอย่างไร คุณกำลังอยู่ในร่องเขา, ป่าทึบ, ป่าพรุ, บึงน้ำ, เขื่อน หรือที่ไหน
  4. คุณและผู้โดยสาร มีทักษะและความสามารถอะไรบ้างในยามฉุกเฉิน

ในการดำรงชีพ มี 5 ปัจจัยหลักที่คุณต้องคำนึงถึง

  1. เวชภัณฑ์ และการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ
  2. น้ำดื่ม และการทำให้น้ำดื่มได้
  3. ที่หลบและกำบัง
  4. ขอความช่วยเหลือจากภายนอก
  5. อาหาร

เวชภัณฑ์ และการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ – ในบางครั้งคุณอาจจะขาดแคลน หรือมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลอย่างจำกัด และอาจจะต้องใช้การแสวงเครื่องขึ้นเอง

  1. ให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยตรวจดูว่าทางเดินหายใจยังปกติ และยังหายใจได้
  2. ทำการห้ามเลือดหากมีบาดแผล
  3. หากพบบาดแผลที่แขนและขา ซึ่งเลือดออกรุนแรงจากเส้นเลือดใหญ่ ให้ใช้สายรัดห้ามเลือด รัดเหนือบาดแผลทันที
  4. สร้างความอบอุ่นให้ผู้บาดเจ็บ ป้องกันอุณหภูมิในร่างกายตกอย่างรุนแรงจากการบาดเจ็บ (hypothermic) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องทำให้ร่างกายของผู้บาดเจ็บอุ่นอยู่เสมอ แม้ว่าประเทศไทยจะมีภูมิอากาศร้อนชื้นก็ตาม ผู้บาดเจ็บก็สามารถเสียการควบคุมอุณหภูมิปกติของร่างกายได้ ผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้บาดเจ็บซึ่งอุณหภูมิในร่างกายลดลงถึง 35 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า มีโอกาสเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
  5. เช็คร่างกายผู้บาดเจ็บโดยรอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีบาดแผลที่อาจมองข้ามไป จากบาดแผลฉกรรจ์ที่มีอยู่ เช่น กระดูกหักที่แขนและขา ซึ่งบาดแผลดูรุนแรง อาจทำให้เรามัวสนใจอยู่ที่แผลนั่นจนไม่ตรวจเช็คจุดอื่นๆ

น้ำ – เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการยังชีพ ร่างกายคนเราจะอ่อนแอหากขาดอาหาร แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่เราขาดน้ำไม่ได้…

  1. นำน้ำดื่มไปด้วย ก่อนทำการบินทุกครั้ง
  2. เตรียมน้ำไว้ในเป้หรือกระเป๋ายังชีพ และมองหาวิธีที่จะทำให้น้ำสะอาดเพื่อสามารถดื่มได้ เพราะจะแบกน้ำไปเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ

ที่หลบและกำบัง – ที่กำบังในช่วงอากาศแปรปรวน อาจจะใช้ส่วนของเครื่องบินนั่นเองเป็นที่หลบภัยชั่วคราว มองหาที่กำบังใกล้เคียง เช่น ถ้ำ, ช่องระหว่างก้อนหิน หรือหากจำเป็นก็ควรทำที่กำบังขึ้น และหวังว่าในระหว่างปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวมาแล้ว ตั้งแต่การปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บ, เตรียมน้ำดื่ม, หาที่หลบและกำบัง ความช่วยเหลือจกภายนอกอาจกำลังใกล้เข้ามาแล้วก็ได้

ขอความช่วยเหลือจากภายนอก – อย่าลืมตรวจเช็คว่า เครื่องส่งสัญญาณแจ้งพิกัดดาวเทียมขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเปิดและทำงานอยู่ เครื่องส่งสัญญาณขอตความช่วยเหลือส่วนบุคคล Personal Locator Beacons (PLB) เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักผจญภัย และนักปืนเขา PLB ทำงานคล้ายๆกับ GPS โดยจะส่งสัญญาณแจ้งพิกัดปัจจุบันเมื่อเปิดใช้งาน บางรุ่นสามารถส่งข้อความตอบโต้ไปยังศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือ หรือส่งข้อความไปยังครอบครัวของผู้ประสบภัยที่ได้ตั้งค่าไว้แล้วได้ด้วย โดยมากเครื่องส่งสัญญาณดังกล่าวจะต้องผ่านการสมัครใช้บริการจากบริษัทหรือหน่วยงาน

ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ โดยสามี-ภรรยาคู่หนึ่งกำลังขี่ม้าในเส้นทางบนเขา ม้าของภรรยาเกิดลื่นกลิ้งตกลงจากเขาประมาณ 100 เมตร ลงไปในช่องแคบของภูเขาด้านล่าง จากการตกกระแทกรุนแรง ทำให้กระดูกขาของผู้เป็นภรรยาหัก ในขณะที่ม้ากลับไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก โชคดีที่สามีมีสติและใช้ PLB ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือและส่งข้อความแจ้งเหตุที่เกิดขึ้น โดยแจ้งพิกัดได้ตรงกับจุดเกิดเหตุ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของเราจึงสามารถใช้ข้อมูลนี้ เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้รวดเร็วและนำภรรยาของเขาซึ่งบาดเจ็บสาหัสออกจากที่เกิดเหตุ และนำส่งไปยังโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย


เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง ประจำอากาศยานกู้ภัย

ขอแนะนำเพิ่มเติมในการขอความช่วยเหลือจากภายนอก เพื่อดึงความสนใจจากภายนอก มาที่ีจุดเกิดเหตุ โดยใช้วิธีต่อไปนี้

  1. ไฟกระพริบส่งสัญญาณ หรือ strobe light
  2. พลุสัญญาณ
  3. ควันสี
  4. ระเบิดควัน แสเงตำแหน่งที่อยู่ของผู้ประสบภัยจากระยะไกล
  5. กระจกส่องขอความช่วยเหลือ Signal Mirror
  6. นกหวีด
  7. ใช้ใบไม้หรือวัสดุจากธรรมชาติ หรือแม้แต่ชิ้นส่วนของอากาศยาน สะกดคำว่า ช่วยด้วย หรือ “Help” บนพื้นที่โล่งๆ เพื่อให้อากาศยานกู้ภัยมองเห็นได้ในระหว่างทำการค้นหา

การพยายามอยู่ใกล้กับอากาศยานประสบเหตุ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือความช่วยเหลือที่ระดมเข้ามา มักจะพยายามค้นหาจุดที่อากาศยานตกก่อนเสมอ เนื่องจากเป็นจุดสังเกตุหลักของพวกเขา และการออกนอกพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจจะยิ่งเพิ่มความอันตรายขึ้นได้

หากคุณเลือกที่จะเดินเท้าออกไปขอความช่วยเหลือ ควรเป็นกรณีที่อาจไม่มีใครเข้ามาค้นหาในจุดนั้นได้จริงๆ หรือต้องจำเป็นที่จะต้องออกจากจุดเกิดเหตุอย่างไม่มีทางเลือก เช่น น้ำป่าหลาก, ไฟป่า, มีที่อยู่ของสัตว์อันตรายอยู่ใกล้เคียง ฯ กรณีนี้คุณจะต้องมั่นใจกับทิศทางที่จะเดินไป, สภาพร่างกายต้องพร้อม, และดูว่ามีอะไรติดตัวไปบ้าง

อาหาร – ให้คิดเสมอว่าการดำรงชีพหลังเกิดเหตุ อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันขึ้นไป อย่างไรก็ตามน้ำหนักในการบรรทุกและพื้นที่วางสิ่งของบนอากาศยานส่วนใหญ่มีข้อจำกัด ทำให้ต้องคิดว่าคุณจะเลือกนำอะไรที่จำเป็นไปด้วยก่อนทำการบิน อาหารจะช่วยให้เรามีแรงในขณะรอความช่วยเหลือ จำไว้ว่าเรากำลังพูดถึงเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช้เตรียมตัวพร้อมไปตั้งแค้มป์

ชุดอุปกรณ์ดำรงชีพ แบบมาตรฐาน Basic Survival Kit

ผมจะมีกระเป๋ายังชีพส่วนตัว ติดไปทำงานด้วยทุกครั้งเวลาออกปฏิบัติงานกับอากาศยาน เนื่องจากผมเป็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพประจำเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย อุปกรณ์ยังชีพของผมจะเป็นส่วนเพิ่มเติม จากชุดประจำตัวของเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานที่ผมใส่ ซึ่งบนตัวเสื้อจะมีอุปกรณ์เช่น ไฟฉาย, มีดพก ฯ อยู่ด้วยเช่นกัน ส่วนในเป้ยังชีพของผม จะมีของต่อไปนี้

  • เสื้อคลุม Jacket
  • หมวก Hat
  • ถุงมือ Gloves
  • ผ้าห่ม Multiple use rag
  • น้ำและอุปกรณ์กรองน้ำขนาดพกพา เช่น เม็ดสารละลายทำความสะอาดน้ำ, หลอดกรองน้ำ ฯ
  • อาหารแท่ง Power Bars เช่น ข้าวกรอบผสมถั่ว, ซีเรียลอัดแท่ง ฯ
  • อุปกรณ์ส่องสว่างต่างๆ เช่น ไฟฉายพกพา, ไฟฉายคาดศีรษะ และแบตเตอรี่สำรอง , แท่งเคมีเรืองแสง light sticks
  • มีดพก Knife
  • ชุดเครื่องมือแบบพกพา Multi-tool
  • เข็มทิศ Compass และเข็มทิศขนาดเล็ก
  • เครื่องบอกพิกัดดาวเทียม GPS
  • แผนที่ที่เกี่ยวข้องในบริเวณที่ทำงาน
  • กระจกส่งสัญญาณของความช่วยเหลือ Signal Mirror
  • แท่งแมกนีเซียมจุดไฟ Magnesium Fire starter
  • แถบเชือกกว้าง 1 นิ้ว ยาว 5 เมตร
  • คาราบิเนอร์ 2 ตัว
ตัวอย่างอุปกรณ์ในเป้ยังชีพ

สิ่งที่ควรจะมีเพิ่มเติม คือ วิทยุมือถือสำหรับช่องความถี่อากาศยาน Air Band Radio, โทรศัพท์สัญญาณดาวเทียม Sat phone, ถุงเก็บน้ำ, ถุงพลาสติก, เทปกาว, เชือกร่ม paracord, แผ่นฟรอยด์อลูมิเนียม, เส้นลวด, ยากันแดด, ยากันแมลง, ยากันยุง ฯ

ในกระเป๋าปฐมพยาบาลส่วนตัวของผม จะมีสายรัดห้ามเลือด, ผ้าพันแผลทางยุทธวิธี, ผ้าก็อซ, ผ้ายืด, พลาสเตอร์ปิดแผลหลายๆขนาด, ครีมฆ่าเชื้อ, กรรไกร, วาสลีนก็อซ, ถุงมือการแพทย์ 2 คู่ และยาที่จำเป็นอื่นๆที่ผมอาจต้องใช้เพียงพอสำหรับ 3 วัน , แว่นสายตา

สำหรับนักบินพลเรือนหรือหน่วยงานราชการ ความจำเป็นในการใส่ชุดยังชีพ ที่มีอุปกรณ์ซึ่งครอบคลุมเรื่องน้ำดื่ม, การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ, การก่อไฟ มีความสำคัญมาก เพราะอย่าลืมว่า…คุณอาจจะมีเวลาน้อยมากหรือไม่มีเวลาเลย ที่จะออกจากอากาศยานประสบเหตุ โดยที่ไม่มีเวลานำอุปกรณ์อะไรไปได้ นอกจากของที่มีอยู่บนตัวคุณแล้วเท่านั้น

กำหนดจิต เพื่อดำรงชีวิตให้รอด Survival Mindset

จากที่ผมแนะนำมานี้ พูดถึงหลายเรื่องด้วยกัน การอยู่รอดและถูกค้นพบจากเหตุอากาศยานประสบเหตุ คุณจะต้องมีทัศนคติที่ดีในทางบวก ต้องคิดและเตรียมตัวก่อนหน้าเหตุการณ์จะเกิด ใช้เวลาคิดบนพื้นดินก่อนขึ้นทำการบิน สังเกตุ และวางแผน และไม่ทำอะไรโดยไม่ไตร่ตรอง พยายามอย่ากลัวและตื่นตระหนก


ผู้เขียน – เดน่า วีแลนเดอร์, หัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง ประจำเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ของ LA County Sheriff เมืองลอสเองเจอลิส ประสบการณ์การทำงานตำแหน่ง Air Rescue Crewman Paramedic กว่า 30 ปี
Read more...